แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ comma แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ comma แสดงบทความทั้งหมด

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Punctuations ตอนที่ 3

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Punctuations ตอนที่ 3

เครื่องหมายวรรคตอนที่อยู่ภายในประโยค

(Internal Punctuation)


เครื่องหมายวรรคตอนที่อยู่ภายในประโยค (Internal punctuation) เท่าที่ปรากฏเห็นและนิยมใช้กันมากเวลานี้มีอยู่ 5 เครื่องหมายคือ

, comma

: colon

; semicolon

- hyphen (ขีดสั้น)

dash (ขีดยาว)


แต่ละเครื่องหมายมีรายละเอียดการใช้ดังต่อไปนี้



1. Comma (,)

เครื่องหมาย comma เป็นเครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้มากที่สุดในบรรดาเครื่องหมายทั้งหมด ยากนักที่จะนำมากล่าวให้จบสิ้นหมดกระบวนความมันได้ แต่อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้จะได้กล่าวเฉพาะที่พบเห็นเป็นประจำและใช้กันบ่อยเท่านั้น ขอให้ทุกคนโปรดติดตามต่อไป นั่นคือ

1)ใช้ comma หลัง Verbal Phrase ในกรณีที่ Verbal Phrase นั้นวางอยู่หน้าประโยค เช่น
To do this properly, you must follow the instructions.

ในการทำสิ่งนี้ให้ถูกต้อง คุณจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ

Walking along the street, he saw an accident.

ขณะที่เดินไปตามถนนเขาเห็นอุบัติเหตุ

Frightened, the little boy ran out of the room.

เพราะตกใจ เด็กชายตัวเล็กๆ คนนั้นจึงวิ่งออกจากห้องไป

2)Subordinate Clause ใดทำหน้าที่เป็น Adverb และไปนำหน้า Main Clause ต้องตามด้วย comma หรือใส่ comma ทันที เช่น

When he finally arrived at 8 o’clock, the program was well underway.

ในที่สุดเมื่อเขามาถึงเวลา 8 นาฬิกา รายการก็ได้สิ้นสุดลงด้วยดี

As soon as he saw you, he ran away.

ทันทีที่เขาเห็นคุณ เขาก็วิ่งหนีไป

3)ใช้ comma เพื่อแยกคำนามที่เป็น Appositive และ Absolute Phrase ตอลดไป เช่น


Sombat, the painter, wants to go home next week.

สมบัติช่างทาสีต้องการกลับบ้านสัปดาห์หน้า

The sun having set, they kept working.

พระอาทิตย์ตกดินแล้ว เขาทั้งหลายก็ยังทำงานต่อไป

4)ใช้ comma แยกคำหรือวลีที่เป็นรายการต่างๆ ในประโยค เช่น

Today she wants to buy several things such as sugar, flour,salt, meat and vegetables.

วันนี้หล่อนต้องการซื้อข้าวของหลายอย่างเช่น น้ำตาล แป้ง เกลือ เนื้อและผัก

The Armed Forces are ever-alert on land, in the air, and on the sea.

กองทัพทุกแห่งเตรียมพร้อมทั้งภาคพื้นดิน บนท้องฟ้า และทางทะเล

5)ใช้ comma แยกข้อความที่เป็น non-defining clause ตลอดไป เช่น


Miss Suprani, who is our new teacher, is going to get married next month.

นางสาวสุปราณีซึ่งเป็นครูคนใหม่ของเราจะแต่งงานเดือนหน้านี้แล้ว

(who is our new teacher เป็น non-defining clause)

Rice, which is our main food, is rising in price.

ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของเรากำลังมีราคาสูงขึ้น

(which is our main food เป็น non-defining clause)

6)ใช้ comma คั่น Compound Sentence ซึ่งเชื่อมด้วย and, or, but โดยเฉพาะที่เป็นประโยคยาวๆ เช่น


The shops were filled with beautiful things, but I had neither time to shop nor money to buy anything.

ร้านรวงต่างๆ มีข้าวของที่สวยๆ งามๆ อยู่เต็ม แต่ผมก็ไม่มีแม้แต่เวลาที่ชมร้าน หรือกระทั่งเงินที่จะซื้อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่มี

7)จำพวกคำที่กล่าวเติมขึ้นลอยๆ เช่น indeed, by the way, on the other hand, on the contrary, in fact of course, therefore, finally, meanwhile, etc. จะต้องใช้ comma เสมอ เพราะคำเหล่านี้เอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะ main idea (ใจความ) ของประโยค เช่น


Indeed, he called up you twice this morning.

จริงซินะ เขาโทรมาหาคุณ 2 ครั้งเมื่อเช้านี้

John, by the way, received his degree last summer.

เออนี่, จอห์นได้รับปริญญาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมานี่เอง

She is, of course, the most industrious in her class.

ใช่แล้ว, เธอเป็นคนขยันมากที่สุดในชั้นของเธอ

Thong is in bad health; therefore, he cannot go to work as usual.

ทองมีสุขภาพไม่ค่อยดี ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถไปทำงานได้ตามปกติ

8)ถ้าคำ Yes, No, Well หรือคำอื่นใดที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกันนี้นำหน้าประโยคต้องมี comma ตามหลังคำเหล่านี้เสมอ เช่น

Is it right? Yes, I think so.

ถูกต้องใช่ไหม? ครับ ผมคิดเช่นนั้น

Are you a detective? No, I am not.

คุณเป็นนักสืบหรือ? เปล่า ไม่ได้เป็น

“Well, she’ll go with you.”

ดีแล้ว ที่หล่อนจะไปกับคุณ

9)หลังคำเรียกขานต้องใส่ comma เสมอ ไม่ว่าคำเรียกขานนั้นจะอยู่ส่วนใดของประโยคก็ตาม เช่น


Robert, where were you born?

โรเบิร์ต คุณเกิดที่ไหน?

Did I remember to tell you, Smith, that you had a phone call?
สมิธ, ผมบอกคุณหรือเปล่าว่ามีโทรศัพท์ถึงคุณ?
Ladies and gentlemen, it is a privilege to speak to you.
ท่านผู้มีเกรียติทั้งหลาย, ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาปราศรัยกับท่าน

10) ใช้ comma แยกข้อความที่แย้งกัน เช่น
His family has gone to New York, hot Los Angeles.

ครอบครัวของเขาไปนิวยอร์ค ไม่ใช่ลอสแองเจลีส

Our committee often meets in private, seldom in public.

คณะกรรมการของเรามักจะประชุมกันเป็นการภายใน ไม่ค่อยจะประชุมกันเป็นการทั่วไป (เท่าไรนัก)

11) ระหว่างนาม 2 อย่างต่อไปนี้ต้องใช้ comma แยกเสมอคือ ปีที่ตามหลังเดือน, ถนนกับเมือง,เมืองกับรัฐ (หรือประเทศ) เช่น

She was born on December 10, 1960.

หล่อนเกิดวันที่ 10 ธันวาคม 1960

He lives at 533 Silom Road, Bangkok.

เขาอยู่ที่บ้านเลขที่ 533 ถนนสีลม กรุงเทพฯ

Jo has one friend in Bangkok, Thailnad.

โจมีเพื่อนหนึ่งคนที่อยู่กรุงเทพฯ ประเทศไทย

12) ใช้ comma แยกข้อความระหว่างประโยคเลขนอก กับประโยคในเครื่องหมายคำพูดเสมอ เช่น

He said, “Come and see me any day you wish.”

เขาพูดว่า มาพบผมวันไหนก็ได้ที่คุณอยากมา

หรือ
“Do as you are told,” he said.

“ทำอย่างที่บอกนั่นแหละ” เขาพูด

13) ใช้ comma เมื่อใช้คำๆเดียวนั้นซ้ำกัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการสับสนแก่ผู้อ่าน

เช่น


Whatever happened, happened fast.

(ในตอนนั้น) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน

He has been here a long, long time.

เขาได้มาอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้วนานเล่า

14) คำหรือกลุ่มคำที่ละไว้ (omit) เพราะเห็นว่ามีลักษณะโครงสร้างเหมือนกับข้างหน้าที่กล่าวว่า ต้องใช้ comma เช่น

To err is human : to forgive, divine.

การทำผิดเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (แต่) การให้อภัยเป็นเรื่องของพระเจ้า

Bangkok is in Thailand; London, in England; Paris, in France.

กรุงเทพฯ อยู่ในประเทศไทย ลอนดอนอยู่ในอังกฤษ ปารีสอยู่ในฝรั่งเศส

15) เมื่ออักษรย่อของปริญญาตั้งแต่ 2 ปริญญาขึ้นไป มาเขียนต่อท้ายชื่อคน เพื่อบอกวุฒิการศึกษา ต้องใช้ comma แยกเสมอ เช่น
Herry F. Smith M.A., Ph.D.

เฮนรี่ เอฟ สมิธ M.A., Ph.D.

Dr. Sathien Veerawat C.P.E., M.A., Ph.D.

ดร.เสถียร วีระวัฒน์ C.P.E., M.A., Ph.D.

อนึ่ง ชื่อรองต่อท้ายชื่อบุคคลก็ให้ใช้ comma แยกด้วย เช่น

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Punctuations ตอนที่ 2

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Punctuations ตอนที่ 2

2. Triple Dots (…)
เครื่องหมายจุด 3 จุดอันนี้ ใช้เมื่อต้องการแสดงการขาดหายไปของข้อความนั้นๆ อาจเป็นว่าผู้เขียนไม่ต้องการให้ทราบส่วนที่ขาดไป เพราะไม่ใช่ใจความสำคัญก็เป็นได้ หรือเนื้อที่มีจำกัด จึงจำเป็นต้องตัดทอนออกไป เช่น

แสดงการขาดหายไปตอนท้าย

You may get a real happiness of life if you sit in contemplation and realize the extinction of suffering…

คุณอาจได้รับความสุขที่แท้จริงของชีวิต ถ้าได้นั่งวิปัสสนา และรู้แจ้งถึงทางดับทุกข์.....

แสดงการขาดหายไปตอนต้น

...if you are in doubt whether or not to use periods in an abbreviation, consult a good dictionary for the standard reference. That’s the Advanced Learner’s Dictionary of Current English.

……ถ้าคุณสงสัยว่าคำย่อไหนจะใช้จุดหรือไม่นั้น ก็ควรจะมีพจนานุกรมที่เชื่อถือได้ ไว้อ้างอิงสักเล่มนั่นคือ Advanced Learner’s Dictionary of Current English.



แสดงการขาดหายไปทั้งตอนต้นและตอนท้าย

....Bassanio wants to go to Belmont to woo Partia. He asks Antonio to lend him money. Antonio says that he hasn’t any money at the moment until his ships come to port…
......ปัสสานิโอต้องการไปเมืองเบลมองด์ เพื่อเกี้ยวาพาราสีกับนางเปอร์เซีย เขาขอยืมเงินกับอันโตนิโอ อันโตนิโอบอกว่า ขณะนี้เราไม่มีเงิน จนกว่าเรื่องของเขาจะเทียบเท่าแล้ว (เขาจึงจะมีเงินให้ยืม).....

3. Question Mark (?)
เครื่องหมายคำถาม (?) นี้จะนำมาใช้ได้ก็ในกรณีต่อไปนี้คือ

1) เมื่อจบข้อความที่เป็นประโยคคำถามจริง (Direct Question) เช่น
Who are you ?
คุณเป็นใคร ?
What is he doing now ?
เขากำลังทำอะไรเดี๋ยวนี้ ?
Is that your pen ?

นั่นปากกาของคุณหรือ ?
is it a horse or a donkey ?

มันเป็นม้าหรือลากันแน่?

2) ใช้เครื่องหมายคำถามในวงเล็บวางไว้ท้ายข้อความ, ตัวเลข หรือแสดงความสงสัยหรือไม่เข้าใจ (doubt or uncertainly) ได้ เช่น


John Pomfret, an English poet, was born in 1665 (?) and died 1705.

จอห์น พอมเฟร็ต นักกวีชาวอังกฤษเกิดปี 1665 (?) และตายในปี 1705

Mr. William’s family seemed to used in Thailand in B.E.2493 (?) and went back to America in 2506.

ดูเหมือนว่าครอบครัวของ มร. วิลเลี่ยมเคยมาอยู่ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2493 และก็กลับไปอยู่ในอเมริกาในปี 2506

3) ประโยคคำถามในคำขอร้องที่อยู่ในจดหมายติดต่อทางการค้าหรือธุรกิจต่างๆ (Business letter) จะไม่ใส่เครื่องหมายคำถามก็ได้ (แต่ถ้าจะใส่ก็ไม่ถือว่าผิด) เช่น

Will you be sure to let me know if this arrangement does satisfy you.

(= Will you be sure to let me know if this arrangement does satisfy you?)

4. Exclamation Mark (!)
เครื่องหมายนี้ใช้หลังคำอุทาน หรือหลังประโยคอุทาน เช่น

Help ! Frie! ช่วยด้วย ! ไฟไหม้ !

Be careful ! ระวัง !

What a fool I am ! ผมนี่โง่จริงๆ !

Oh, It’s wonderful ! โอ้โฮ วิเศษจริงๆ

There goes the bus! รถเมล์ไปที่นั่นแล้ว !

Oh Marry, how could you be careless !

โอ แมรี่ ทำไมเธอสะเพร่าอย่างนี้น่ะ (ใช่ ไม่น่าเลย)

5. Quotation Mark (“………..”)

เครื่องหมายอันนี้ (Quotation marks) ภาษาไทยเรียกว่า “อัญประกาศ” แต่ในทางปฏิบัติเรามักเรียกง่าย ๆ ว่า “เครื่องหมายคำพูด” มีไว้สำหรับใส่ข้อความที่คัดลอกมาจากที่อื่น เช่น คัดลอกคำพูดของคน เป็นต้น มีวิธีใช้ดังต่อไปนี้

1)ใช้กับข้อความที่อยู่ในประโยค Direct Speech เสมอ เช่น
He said, “I will have finished this work by sunset.”

เขาพูดว่า, “ผมจะต้องทำงานนี้ให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”

“I am going for a walk,”she said.

“ดิฉันจะออกไปเดินเล่น” หล่อนพูด

He said to me, “Where are you going ?”

เขาพูดกับผมว่า, “คุณกำลังจะไปไหน ?”

2)ถ้าข้อความใน Direct Speech นั้น มีข้อความอื่นมาขัดจังหวะ ต้องใช้เครื่องหมาย Quotation Marks อีกชุดหนึ่ง สำหรับข้อความที่เหลือ เช่น

“If you are ready,” she said, “he will with you.”

“ถ้าคุณพร้อม” หล่อนพูด “เขาก็จะไปกับคุณ”

“Excuse me,” he said “I believe you are mistaken.”

“ขอโทษครับ” เขาพูด “ผมยังเชื่อว่าคุณเป็นฝ่ายผิด”

3)ให้ใช้ Quotation Marks กับชื่อบทความ ชื่อเพลง ชื่อบทกลอน โคลง ฉันท์ กาพย์ เช่น
The song I like best is “One way Ticket.”

เพลงที่ผมชอบมากคือ “วันเวย์ทิคเก็ท”

“Petch Pra-u-ma” is a daily play in the Daily News.

“เพชรพระอุมา” เป็นชื่อบทละครประจำวันในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

These students are reading Chit Buratat’s Samakkiped Kamchan.”

นักศึกษาเหล่านี้กำลังอ่านหนังสือ “สามัคคีเภทฉันท์” ของ ชิต บุรทัต

4).ใช้ Quotation Marks กับคำที่ผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นเป็นพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งในประโยคนั้น ๆ เช่น
I often call him a “coward.”

ผมมักเรียกเขาว่า “เจ้าคนขี้ขลาด”

“Siam” was the former name of Thailand.
“สยาม” เป็นชื่อดั้งเดิมของประเทศไทย

5)เครื่องหมาย comma (,) และจุด (.) จะต้องอยู่ภายในเครื่องหมายคำพูดเสมอ ไม่ว่ากรณีใดๆ เช่น
“It doesn’t matter,” he said “That’s my own uncle’s motor-car.”

“ไม่เป็นไร” เขาพูด “นั่นรถยนต์ของลุงผมเอง”

6)ถ้าประโยคนั้นจำต้องใช้ Quotation Marks ซ้อนกัน ชุดนอกใช้ชนิดคู่ ชุดในใช้ชนิดเดี่ยว เช่น

She said, “We are singing “The Impossible Dream now.”

หล่อนพูดว่า “เรากำลังร้องเพลง “ความฝันที่เป็นไปไม่ได้” อยู่ขณะนี้”

“We are studying T.S. Eliot’s The Hollow Men’ now,” he said.
เขาพูดว่า “พวกเรากำลังศึกษาเรื่อง The Hollow Men ของ T.SEliot อยู่ขณะนี้

7)เครื่องหมาย ? และ ! เมื่อมาอยู่ร่วมกับเครื่องหมายคำพูดจะใส่เครื่องหมาย ? หรือ ! ไว้ภายในหรือภายนอกเครื่องหมายคำพูดนั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไปว่าเป็นเครื่องหมายของส่วนใด เช่น
ถ้าเป็นข้อความที่คัดลอกมาเครื่องหมาย ? จะอยู่ภายในเครื่องหมายคำพูด

He said, Whom did you meet at the market yesterday ? “

เขาพูดว่า “คุณพบกับใครที่ตลาดเมื่อวานนี้”

The boy shouted, “Fire !”

เด็กคนนั้นตะโกนว่า “ไฟไหม้”

ถ้าเครื่องหมาย ? เป็นเครื่องหมายของประโยคทั้งประโยค เครื่องหมายคำพูดต้องอยู่ภายในเครื่องหมายคำถาม เช่น
Did you say “We are sick ?”

คุณพูดว่า “พวกเราไม่สบายหรือ” ?

6. Parentheses คือ ( ) และ Brackets คือ [ ]

Parentheses ได้แก่ เครื่องหมายวงเล็บเล็ก “( )” มีไว้สำหรับล้อมข้อความที่เป็นเชิงเตือนหรือตั้งข้อสังเกต หรือเป็นการอธิบายคำหรือข้อความที่มาข้างหน้า เช่น
I invited the two girls (they are cousins, you know) to the party last night.
ผมได้เชิญเด็กหญิง 2 คนนั้น (เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกันคุณคงรู้) ให้มาร่วมงานเลี้ยง คืนที่แล้ว

Brackets ได้แก่ เครื่องหมายวงเล็บก้ามปู “[ ]” เครื่องหมายอันนี้นิยมใช้ล้อมชื่อคน เป็นการเติมหือ อธิบายเพิ่มคำที่เรานำมากล่าว แต่ชื่อคนๆนั้น ต้องไม่ใช่ผู้แต่งข้อความนั้น เช่น
He [Columbus] discovered America.

เขา [โคลัมบัส] ค้นพบ (แผ่นดิน) อเมริกากา

“He [Lincoln] gave his famous address in Gettysburg in November, 1893.

เขา (ลินคอล์น) ได้แสดงปาฐกถาอันมีชื่อ ณ เมืองเก้ตทิสเบิร์ก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1863

สุ่มบทความภาษาอังกฤษจากบทความทั้งหมด