แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พจนานุกรม การใช้ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พจนานุกรม การใช้ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Lit กับ Lighted แตกต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Lit กับ Lighted แตกต่างกันอย่างไร

Lighted (ไลทิด) adj. “มีแสงสว่าง ติดไฟ” เป็นคุณศัพท์มาจากกริยา light “ทำให้สว่าง”

Lit (ลิท) adj. “มีแสงสว่าง ติดไฟ” เป็นคุณศัพท์มาจากกริยา light “ทำให้สว่าง”

lit ใช้เมื่อกริยาวิเศษณ์ขยาย เช่น

a brightly lit room “ห้องที่แสงสว่างจ้า”

a brilliantly lit shop window “ตู้กระจกหน้าร้านมีแสงไฟสว่างไสว”

a badly lit street “ถนนที่มีแสงไฟขมุกขมัว

Lighted ใช้เมื่อไม่มีกริยาวิเศษณ์ขยาย เช่น

a lighted match “ไม้ขีดที่ขีดแล้ว”

a lighted cigarette “บุหรี่ที่จุดแล้ว”

lit, lighted “จุด ทำให้สว่าง” ทำหน้าที่เป็นกริยาอดีต นิยมใช้ lit มากกว่า

Bill lit the match.

บิลจดไม้ขีด

The stage is lit by several spotlights.

เวทีสว่างไสว ด้วยไฟฉายใหญ่สามสี่ดวง

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tend กับ Trend ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tend กับ Trend ต่างกันอย่างไร

Tend (เท็นด) v. “มีแนวโน้มไปในทางใดทางหนึ่ง”

Trend (ทเร็นด) “มีแนวโน้มไปในทางใดทางหนึ่ง”

จะเห็นว่าความหมายเหมือนกัน ซึ่งเราสามารถใช้แทนกันได้ ในกรณีที่ความหมายเช่นเดียวกัน

เช่น

My interest rates tend downward.

อัตรารายได้ของผม มีแนวโน้มจะลดลง

Rice price trends upward before a general election.

ราคาข้าวมีแนวโน้มสูงขึ้น ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

Trend ชอบใช้เป็นนาม มากกว่ากริยา

Trend n. “แนวโน้ม”

เช่น

The trend of modern people’s thought is away from Buddhism.

แนวโน้มทางความคิดของคนรุ่นใหม่ จะห่างเหินไปจากพุทธศาสนา

Trend n. “แนว” ใช้กับฝั่งทะเล แม่น้ำและถนน

เช่น

The trend of the coastline is toward the south.

แนวฝั่งทะเล พุ่งไปทางทิศใต้

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Link กับ Link Together ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Link กับ Link Together ต่างกันอย่างไร

Link (ลิงค) v. “เชื่อมเข้าด้วยกัน”

Together (ทูเกเฑอะ) adv. “ด้วยกัน” ฟุ่มเฟือย ควรละไว้ ไม่ควรนำมาใช้ร่วมกับ Link

เช่น

ผิด : Two provinces are linked together by the rice field.

ถูก : Two provinces are linked by the rice field.

ทุ่งนาเชื่อมระหว่างสองจังหวัด

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Likeness Liking Likes

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Likeness Liking Likes

Likeness (ไลค-นิซ) n. “ความเหมือนกัน” มาจากคุณศัพท์ like “คล้ายเหมือน”

Liking (ไลค-อิง) n. “ความชอบ” มาจากกริยา like “ชอบ”

I see no likeness between these two problems.

ฉันยังมองไม่เห็นความเหมือนกัน ระหว่างปัญหาสองข้อนี้

Liking n “ความชอบ” มาจากกริยา like “ชอบ”

My sister has no liking for study.

น้องสาวฉันไม่ชอบการเรียน

Likes (ไลคซ) n. “สิ่งที่คนเราชอบ” เป็นพหูพจน์ ตรงข้ามกับ dislikes n. “สิ่งที่คนเราเกลียด”

Hight-class restaurants aren’t for the likes of us.

ภัตตาคารชั้นสูง ไม่มีสิ่งที่เราชอบ

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง At กับ in ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง At กับ in ต่างกันอย่างไร

At (แอ็ท) prep. “ใน ที่” ใช้กับสถานที่เล็ก เช่น ตำบล อำเภอ จังหวัด

In (อิน) Prep. “ใน ที่” ใช้กับสถานที่ใหญ่ เช่น เมือง ประเทศ

เช่น

I was born at Tambol Donsak.

ผมเกิดตำบลดอนสัก

My father is a teacher in Bangkok.

พ่อผมเป็นครูในกรุงเทพฯ

at, in ใช้ในประโยคเดียวกัน at ใช้กับสถานที่เล็ก in ใช้กับสถานที่ใหญ่กว่า

เช่น

My house is located at Bangsue in Bangkok.

บ้านผมตั้งอยู่ที่บางซื่อ ใน ก.ท.ม.

Most of the separatists live at the South-border in Thailand.

ส่วนมากโจรแยกดินแดน อาศัยตามชายแดนภาคใต้ในประเทศไทย

in ใช้กับเวลาที่ยาวนาน เช่น เดือน ปี ศตวรรษ

at ใช้กับเวลาสั้น เช่น กี่นาฬิกา

This happened at 10 a.m. on Sunday in December in 1993.

เรื่องนี้ได้บังเกิดขึ้นตอนสี่โมงเช้า วันอาทิตย์ เดือนธันวาคม ปี 1993.

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง At About กับ About ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง At About กับ About ต่างกันอย่างไร

About (เออะเบาท) prep. “ประมาณ”

at (แอ็ท) prep. “ที่” ไม่ใช้ร่วมกับ about

ผิด : Call me at about five o’clock.

ถูก : Call me about five o’clock.

โทรศัพท์ถึงผมประมาณห้าโมง

ผิด : It is about six o’clock.

ถูก : It is six o’clock.

เวลาหกนาฬิกา

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ASSURE กับ INSURE ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ASSURE กับ INSURE ต่างกันอย่างไร

Assure (เออะชูเออะ) v. “ประกัน” ภาษาธุรกิจการค้า ใช้สำหรับประกันชีวิต

Insure (อินชุเออะ) v. “ประกัน” ใช้สำหรบประกันไฟ โจรผู้ร้ายและข้าวของที่มีค่าอื่นๆ แต่ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ใช้สำหรับประกันชีวิต

เช่น

A transport company insures its ships and cargoes against loss at sea.

บริษัทขนส่ง ได้ประกันเรือและสินค้า ไม่ให้เสียหายกลางทะเล

She insured her life with a life insurance company.

เธอได้ประกันชีวิตไว้กับ บริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง

Assure, ensure, make sure
“มั่นใจ ทำให้มั่นใจ” ใช้แทนกันได้

เช่น

I can’t ensure (assure, make sure)

she will love you.


ผมไม่มั่นใจเลยว่าเธอจะรักคุณ

She can’t assure that she will be there.

เธอไม่มั่นใจเลยว่า เธอจะอยู่ที่นั่น

เรียนภาษาอังกฤษ คำว่า At any rate และ At any price และ At any cost ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ คำว่า At any rate และ At any price และ At any cost ต่างกันอย่างไร

At any rate (แอ็ท เอนิ เรท)

At any price (แอ็ท เอนิ พไรซ)

At any cost (แอ็ท เอนิ คอซท)

Prep. “จะอย่างไรก็ตาม” ความหมายเดิม “แต่ละราคา” เมื่อถูกนำด้วย any ทำให้เกิดสำนวนใหม่

เช่น

I have to give her a message at any rate.

จะอย่างไรก็ตาม ผมต้องแจ้งข่าวให้หล่อนทราบ

I must complete my B.A. degree at any price.

จะอย่างไรก็ตาม ผมจะต้องเรียนให้จบปริญญาตรี

We must drive across the rain at any cost.

จะอย่างไรก็ตาม เราต้องขับผ่าสายฝน

เมื่อถูกนำโดยคุณศัพท์ rate, price, cost จะไม่เกิดสำนวน

เช่น

She sold her land at very high price.

เธอขายที่ดินในราคาสูงมาก

เรียนภาษาอังกฤษ คำว่า Astray กับ Estray ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ คำว่า Astray กับ Estray ต่างกันอย่างไร

Astray (เออะซทเร) adv., adj. “หลงทาง” ใช้กับคน หมายถึง คนที่หลงทางผิด หรือ คนมีเวร ใช้กับสัตว์ หมายถึง สัตว์ที่หลงทาง

Estray (เอ็ซทเร) n. “คนหรือสิ่งของที่เคลื่อนออกจากที่เดิม” ในภาษากฎหมาย บ่งถึงสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของปลดปล่อยแล้วเที่ยวหลงทางอยู่

Astray adv. My younger brother was led astray by bad companions.

น้องชายของผมถูกเพื่อนไม่ดี ชักจูงไปในทางเหลวไหล

Astray เป็นคุณศัพท์ที่ไม่นำหน้านาม แต่ตามหลังกริยา is / am / are

Estray n. The fowl is a nighttime estray and the owl is a daytime estray while man is astray. in both.

ไก่เป็นสัตว์หลงทางในเวลากลางคืน นกเค้าแมวเป็นสัตว์หลงทางในเวลากลางวัน ขณะเดียวกัน มนุษย์หลงทางทั้งกลางวันและกลางคืน

เรียนภาษาอังกฤษ คำว่า As though กับ As if และ Like ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ คำว่า As though กับ As if และ Like ต่างกันอย่างไร

ถ้าในประโยคหน้าเป็นปัจจุบัน ประโยคหลังเป็นปัจจุบัน สิ่งนั้นอาจเกิดขึ้นได้

ถ้าประโยคหน้าเป็นปัจจุบัน ประโยคหลังเป็นอดีต สิ่งนั้นเกิดขึ้นไม่ได้

As though (แอ็ซ โฑ) “ประหนึ่งว่า” ใช้น้อย ตามด้วยประโยค

As if (แอ็ซ อิฟ) “ประหนึ่งว่า” ใช้มาก ตามด้วยประโยค ห้ามตามด้วยวลี

like (ไลค) “ประหนึ่งว่า” ใช้มาก ตามด้วยวลี

1. It looks as if it is going to rain.

2. It looks as if it were going to rain.
ดูประหนึ่งว่าฝนจะตก

(ประโยค 1 บางทีฝนจะตก ประโยค 2 ฝนจะไม่ตก)

She behaves as though she owned the shop.

She behaves as if she owned the shop.

She behaves like the shop-owner.

หล่อนทำตัวประหนึ่งว่า เป็นเจ้าของร้าน

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Like กับ As if ต่างกันอย่างไร

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Like กับ As if ต่างกันอย่างไร

Like (ไลค) prep. “คล้าย ประหนึ่งว่า” ตามด้วยนาม

เช่น

He acts like a fool.

เขาทำทีประหนึ่งว่าเป็นคนโง่

as if
(แอซ อิฟ) con. “คล้าย ประหนึ่งว่า” ตามด้วยประโยค

เช่น

He talks as if he knew all about it.

เขาพูดประหนึ่งว่า เขารู้ไปเสียทุกอย่าง

as หรือ as though เป็น conjunction แปลว่า “คล้าย ประหนึ่งว่า” ใช้เหมือน as if ทุกประการ

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ความแตกต่างระหว่าง Acceptation กับ Acceptance

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ความแตกต่างระหว่าง Acceptation กับ Acceptance

Acceptation (แอคเซ็พเทชึน) n. “การรับ การยอมรับ” ไม่ควรใช้เกี่ยวกับ การยอมรับข้อตกลง หรือข้อเสอนใดๆ คำนี้ควรใช้ในการยอมรับคำหรือความหมายของคำในภาษาว่าเป็นคำที่ถูกต้อง

A coined term “Asian” is in the acceptation of oriental scholars.

ศัพท์บัญญัติ “เอเชี่ยน” เป็นที่ยอมรับโดยปราชญ์แห่งตะวันออก

The word “Monlapit” is a coined one already found acceptation in a Thai Dictionary.

คำว่า “มลพิษ” เป็นคำประดิษฐ์พบว่า มีการยอมรับให้บรรจุไว้ในพจนานุกรมฉบับภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

Acceptance (แอคเซ็พเทินซ) n. “การรับ การยอมรับ” ใช้กับการรับหรือ การยอมรับ ข้อตกลง ตำแหน่ง เช็ค ของขวัญและข้อเสนอ

The proposal for riverside roads found general acceptance.

ข้อเสนอเกี่ยวกับถนนเลียบแม่น้ำ ทราบว่าเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

The mutual acceptance of presents and cheques are popular to Thai people.

การรับของขวัญและเช็คซึ่งกันและกัน เป็นที่นิยมของคนไทย

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ชนิดของ Adjective


เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ชนิดของ Adjective

ถาม : Adjective ในภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็นกี่ชนิดอะไรบ้าง?

ตอบ : Adjective ในภาษาอังกฤษแบ่งออกได้ 11 ชนิดคือ

1. Descriptive Adjective คุณศัพท์บอกลักษณะ

2. Proper Adjective คุณศัพท์บอกสัญชาติ

3. Quantitative Adjective คุณศัพท์บอกปริมาณ

4. Numberal Adjective คุณศัพท์บอกจำนวนแน่นอน

5. Demonstrative Adjective คุณศัพท์ชี้เฉพาะ

6. Interrogative Adjective คุณศัพท์บอกคำถาม

7. Possessive Adjective คุณศัพท์บอกเจ้าของ

8. Distributive Adjective คุณศัพท์แบ่งแยก

9. Emphasizing Adjective คุณศัพท์เน้นความ

10. Exclamatory Adjective คุณศัพท์บอกอุทาน

11. Relative Adjective คุณศัพท์สัมพันธ์

แต่ละชนิดมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.1 Descriptive Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกลักษณะ” หมายถึงคำที่ใช้แสดงลักษณะหรือคุณภาพของคน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ เพื่อให้รู้ว่า นามนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ได้แก่คำว่า

Good, bad, tall, short, black, while, fat, thin, clever, foolish, poor, rich, brave, cowardly, pretty, ugly, happy, sorry, etc. เช่น

The rich man lives in the big house.

คนรวยอาศัยอยู่บ้านหลังใหญ่

A clever pupil can answer the difficult problem.

นักเรียนที่ฉลาดสามารถตอบปัญหายากได้

The black cat caught a small bird.

แมวตัวดำนั้นจับนกตัวเล็กได้

(rich, big, clever, difficult, black และ small เป็นคุณศัพท์บอกลักษณะ)

2.2) Proper Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกสัญชาติ หรือ จะเรียกว่า วิสามัญคุณศัพท์ก็ได้” หมายถึง คำที่ไปขยายนามเพื่อบอกสัญชาติ ซึ่งอันที่จริงก็มีรูปเปลี่ยนแปลงมาจาก Proper Noun นั่นเอง ได้แก่
Proper Noun
(เป็นนามเฉพาะ)
Proper Adjective
(เป็นคุณศัพท์บอกสัญชาติ
คำแปล
England
English
อังกฤษ
America
American
อเมริกา
Thailand
Thai
ไทย
India
Indian
อินเดีย
Germany
German
เยอรมัน
Italy
Italian
อิตาลี
Japan
Japanese
ญี่ปุ่น
China
Chinese
จีน

เช่น

He employs a Chinese cook.

เขาจ้างกุ๊กชาวจีนคนหนึ่ง

Do you learn the French literature?

คุณเรียนวรรณคดีฝรั่งเศสหรือ

The English language is used by every nation.

ทุกๆ ชาติใช้ภาษาอังกฤษ

(Chinese, French, English เป็นคุณศัพท์บอกสัญชาติ)

3.3 Quantitative Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกปริมาณ” หมายถึง คำที่ไปขยายนาม เพื่อบอกให้ทราบปริมาณของสิ่งเหล่านั้นว่า มีมากหรือน้อย (แต่ไม่บอกจำนวนแน่นอน) ได้แก่ Much, many, little, some, any, enough, half, great, all, whole, sufficient, etc. เช่น

He ate much rich at school yesterday.

เขาทานข้าวมากอยู่ที่โรงเรียนเมื่อวานนี้

She did not give any money to her brother.

หล่อนไม่ได้ให้เงินแก่น้องชายของหล่อน

Take great care of your health.

เอาใจใส่ต่อสุขภาพของคุณให้มากหน่อย

(much, any, great ในประโยคทั้ง 3 เป็นคุณศัพท์บอกปริมาณ)

4.4 Numberal Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกจำนวนแน่นอน” หมายถึง คำที่ไปขยายนาม เพื่อบอกจำนวนแน่นอนนามว่ามีเท่าไร แบ่งเป็นชื่อย่อยได้ 3 ชนิด คือ

4.4.1 Cardinal Numberal Adjective คือ คุณศัพท์ที่ใช้บอกจำนวนนับที่แน่นอนของนาม ได้แก่ one, two, three, four, five, six, seven, etc. เช่น

My hand has five fingers.

มือของผมมี 5 นิ้ว

She gave me two apples and three mangoes.

หล่อนให้แอปเปิ้ล 2 ผล และมะม่วง 3 ผลแก่ผม

Wirat wants to buy seven pens.

วิรัติต้องการซื้อปากกา 7 ด้าม

(Five, two, three, seven เป็นคุณศัพท์บอกจำนวนแน่นอนวางไว้หน้านาม)

4.4.2 Ordinal Numberal Adjective คือ “คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อบอกจำนวนนับเป็นลำดับที่ของนามนั้นๆ ได้แก่ first, second, third, fourth, fifth, sixth, seventh, etc. เช่น

Thanu is the first boy to be rewarded in this school.

ธนูเป็นเด็กคนแรกที่ได้รับรางวัลในโรงเรียนนี้

Suvit won the third prize last month and the second one last week.

สุวิทย์ได้รับรางวัลที่ 3 เมื่อเดือนที่แล้ว และสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับรางวัลมที่ 2

I am the seventh son of my family.

ผมเป็นลูกคนที่ 7 ของครอบครัวของผม

(first, third, second, seventh เป็นคุณศัพท์บอกลำดับที่วางไว้หน้านาม

4.4.3 Multiplicative Adjective คือ “คุณศัพท์บอกจำนวนทวีของนาม” ได้แก่ double, Triple, Fourfold เช่น

Some roses are double.

ดอกกุหลาบบางดอกก็มีกลีบ 2 ชั้น

Buddha, Dhamma, and Sangha are triple gems.

พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ คือแก้ว 3 ประการ

(double, triple เป็นคุณศัพท์บอกจำนวนทวีของนาม)

5.5 Demonstrative Adjective แปลว่า “คุณศัพท์ชี้เฉพาะหรือนิยมคุณศัพท์” หมายถึงคำที่ใช้ชี้เฉพาะให้กับนามใดนามหนึ่ง ได้แก่ This, that (ใช้กับนามเอกพจน์) these, those (ใช้กับนามพหูพจน์) such, same เช่น

I invited that man to come in.

ผมได้เชิญผู้ชายคนนั้นให้เข้ามาข้างใน

She hated such things because they made her ill.

หล่อนเกลียดสิ่งเหล่านั้น เพราะมันทำให้เธอไม่สบาย

He said the same thing two or three times.

เขาพูดถึงสิ่งเดียวกันนี้ 2 หรือ 3 ครั้งแล้วมั้ง

(That, such, same เป็นคุณศัพท์ชี้เฉพาะวางไว้หน้านาม)

6.6 Interrogative Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกคำถามหรือปฤจฉาคุณศัพท์” หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อให้เป็นคำถาม โดยจะวางไว้ต้นประโยคและมีนามตามหลังเสมอ ได้แก่ What, which, whose เช่น

What book is he reading in the room?

เขากำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ในห้อง?

Which way shall we go?

เราจะไปทางไหนกันนี่?

Whose shoes are these?

นี่ร้องเท้าของใคร?

(What, Which, Whose เป็นคุณศัพท์บอกคำถาม อยู่ข้างหน้าประโยค)

7.7 Possessive Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกเจ้าของหรือสามีคุณศัพท์ หมายถึง คำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อบอกความเป็นเจ้าของของนาม ได้แก่ my, our, your, his, her, its, และ their เช่น

This is my table. นี่คือโต๊ะของฉัน

Her book is on my desk. หนังสือของหล่อนอยู่บนโต๊ะผม

Our nation needs solidarity. ชาติของเราต้องการความสามัคคี

Their parents work hard every day. มารดาบิดาของเขาทำงานหนักทุกวัน

(My, her, our, their เป็นคุณศัพท์บอกเจ้าของวางไว้หน้านาม)

8.8. Distributive Adjective แปลว่า “คุณศัพท์แบ่งแยกหรือวิภาคคุณศัพท์” หมายถึง คำคุณศัพท์ที่ไปขยายนาม เพื่อแยกนามออกจากกันเป็น อันหนึ่ง หรือ ส่วนหนึ่ง ได้แก่ each (แต่ละ), Every (ทุกๆ), Either (ไม่อันใดก็อันหนึ่ง), Neither (ไม่ทั้งสอง) เช่น

The two men had each a gun.

ชาย 2 คนนี้มีปืนคนละกระบอก

Every soldier is punctually in his place.

ทหารทุกคนเข้าประจำที่ของตัวตรงเวลาดี

Either side is a narrow lane.

ไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่งเป็นซอยแคบ

Neither accusation is true.

ไม่มีข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง

(each, every, either, neither เป็นคุณศัพท์แบ่งแยกมาขยายนาม)

9.9 Emphasizing Adjective แปลว่า “คุณศัพท์เน้นความ” หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อเน้นความให้มีน้ำหนักขึ้น ได้แก่ own (เอง), Very (ที่แปลว่า “นั้น, นั้นเอง, นั้นจริงๆ”) เช่น

She said that she had seen it with her own eyes.

หล่อนพูดว่าหล่อนได้เห็นมันมากับตาเธอเอง

He is the very man who stole my wrist watch last night.

เขาคือชายคนนั้นจริงๆ ผู้ซึ่งได้ขโมยนาฬิกาข้อมือของผมไปเมื่อคืนนี้

Supansa is my own girl-friend.

สุพรรษาคือแฟนของผมเอง

(Own, Very เป็นคุณศัพท์เน้นความขยายนามที่ตามหลังให้มีน้ำหนักขึ้น)

10.10 Exclamatory Adjective แปลว่า “คุณศัพท์บอกอุทาน” หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยาย เพื่อให้เป็นคำอุทาน ได้แก่ What เช่น

What a man he is ! เขาเป็นผู้ชายอะไรนะเนี่ย !

What an idea it is ! มันเป็นความคิดอะไรกันหนอ !

What a piece of work he does ! เขาทำงานชิ้นไหนน่ะ !

(What ทั้ง 3 คำในประโยคเหล่านี้เป็นคุณศัพท์บอกอุทานนะครับ)

11.11 Relative Adjective แปลว่า “คุณศัพท์สัมพันธ์ หรือจะเรียกอีกอย่างว่า ประพันธ์คุณศัพท์ก็ได้” หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามที่ตามหลัง และในขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่คล้ายสันธานเชื่อมความในประโยคของตัวเอง กับประโยคข้างหน้าให้สัมพันธ์กันอีกด้วย ได้แก่ What (อะไรก็ได้), Whichever (อันไหนก็ได้) เช่น

Give me what money you have.

จงให้เงินอะไรก็ได้ที่คุณมีอยู่แก่ผมเถอะ

I will take whichever horse you don’t want.

ผมจะนำเอาม้าตัวที่คุณไม่ต้องการนั่นแหละไป

He will read what book he wishes.

เขาจะอ่านหนังสืออะไรก็ได้ที่เขาปรารถนา (จะอ่าน)

(What, whichever เป็นคุณศัพท์สัมพันธ์ ไปขยายนามที่ตามหลัง และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เชื่อมความประโยคหน้าและประโยคหลังให้กลมกลืนกันอีกด้วย ท่องเอาไว้เป็นตัวอย่างซิครับเพื่อกันลืม)

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ความแตกต่างระหว่าง Ability กับ Capacity

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง ความแตกต่างระหว่าง Ability กับ Capacity

Ability (เออะบิเลอทิ) n. “ความสามารถ ความชำนาญ” ซึ่งเกิดจากการฝึกอบรม ความสามารถ หรือ ความชำนาญประเภทนี้ไม่ได้มีติดตัวมาแต่กำเนิด ตามด้วยบุรพบท to

Michael Jackson has unusual ability to single.

ไมเคิล แจ็คสันมีความสามารถ ไม่ธรรมดาในการร้องเพลง

Khao Sai is the boxer of great ability.

เขาทรายเป็นนักมวย ที่มีความสามารถพิเศษมาก

Capacity (เคอะแพเซอทิ) n. “ความสามารถทางสมอง พลังงานทางสมอง”

ที่มีมาแต่กำเนิดตามด้วยบุรพบท for

Albert Einstein’s capacity for physics is not limited.

ความสามารถในการศึกษาวิชาฟิสิกส์ของ แอลเบิร์ท ไอน์สไตน์ ไม่มีขีดจำกัด

My capacity for chemistry is very limited.

ความสามารถในการเรียนวิชาเคมี ของข้าเจ้า มีน้อยมาก

Capacity n. “ความจุ” ใช้กับวัตถุที่มีปริมาณแห่งความจุ ตามด้วยบุรพบท of

This gasoline tank has a capacity of ten thousand litres.

ถังน้ำมันใบนี้ จุน้ำมันถึงหนึ่งหมื่นลิตร

This auditorium is in a capacity of five hundred audience.

หอประชุมนี้ จุคนฟังถึงห้าร้อยคน

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ toward, to, into, in, out of, through, from

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ toward, to, into, in, out of, through, from

Toward แปลว่า “ไปยัง, มุ่งไปสู่” แต่ยังไม่ถึง

To แปลว่า “ไปยัง” จะถึงหรือไม่ถึงก็ตาม

Into แปลว่า “เข้าไปข้างใน” มีความหมายบ่งถึง ผ่านจากข้างนอกเข้าไปข้างใน (นิยมใช้กับกริยาที่มีการเคลื่อนที่)

In แปลว่า “ใน” หมายถึงอยู่ข้างใน (นิยมใช้กับกริยาอยู่กับที่)

Out of แปลว่า “ออกไปข้างนอก” หมายถึงการออกจากภายในไปสู่ภายนอก (ใช้กับกริยาที่มีการเคลื่อนที่)

Through แปลว่า “ตลอด” หมายถึง ผ่านจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งทะลุออกไป (ใช้กับกริยาที่มีการเคลื่อนที่)

From แปลว่า “จาก” หมายถึงการไปจากที่ใดที่หนึ่ง หรือจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ขอให้นักศึกษาดูแผนผังประกอบการใช้บุรพบทเหล่านี้นะครับ



เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ since, for, during กับเวลา

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ since, for, during กับเวลา

Since แปลว่า “ตั้งแต่” เป็นคำที่ใช้บอกจุดเริ่มต้นของเวลา พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเวลาที่ไม่มีความยาว หรือบางกรณีอาจบอกจุดของเวลาด้วยรูปเป็นประโยค เช่น

Since 1965 ตั้งแต่ปี 1965

Since August ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

Since eight o’clock ตั้งแต่ 8 นาฬิกา

Since yesterday (Sunday etc.) ตั้งแต่เมื่อวานนี้

Since January (February etc.) ตั้งแต่เดือนมกราคม

Since he came back ตั้งแต่เขากลับมา

Since his father died ตั้งแต่บิดาของเขาตาย

For แปลว่า “เป็นเวลา” เป็นคำที่ใช้บอกระยะเวลาที่มีความยาว เช่น

For a week เป็นเวลา 1 สัปดาห์

For a month เป็นเวลา 1 เดือน

For two years เป็นเวลา 2 ปี

For many years เป็นเวลาหลายปี

For six days เป็นเวลา 6 วัน เป็นต้น

ทั้ง since และ for มักนิยมไปใช้ในประโยค Perfect Tense เสมอ เช่น

Amy has lived in Thailand for two years.

เอมี่ได้มาอยู่ประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

Jane has worked here since she came back.

เจนได้ทำงานอยู่ที่นี่ตั้งแต่หล่อนกลับมา

During แปลว่า “ระหว่าง” ใช้กับระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน หลัง During ต้องเป็น Noun หรือ Phrase เท่านั้นเป็นประโยคไม่ได้ เช่น

We went to Bangsaen during the summer holidays.

เราไปเที่ยวบางแสนระหว่างวันหยุดภาคฤดูร้อน

He still stays here during his examination.

เขายังคงพักอยู่ที่นี่ระหว่างการสอบไล่ของเขา

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ In, At กับสถานที่

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ In, At กับสถานที่

In : ใช้กับสถานที่ที่มีลักษณะใหญ่โต เช่น เมือง, จังหวัด, รัฐ, ประเทศ หรือ ทวีป เช่น

In Bangkok, in Paris, in Chiengmai, in China, in Asia, etc.

John has lived in Bangkok for two years.

จอห์นได้มาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

(อย่าใช้ – lived at Bangkok-)

อนึ่ง ถ้าผู้พูดต้องการหมายถึง “ในภายในของสถานที่แห่งนั้น ๆ โดยมิได้คำนึงถึงความใหญ่โตเป็นหลักสำคัญ” เช่นนี้ จะใช้ in ก็ได้ เช่น

In the house ภายในบ้านหรือในบ้าน

In the office ในที่ทำงาน

In the canal ในลำคลอง เป็นต้น

At : ใช้กับสถานที่ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ ไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก เช่น หมู่บ้าน, ตำบล, ฯลฯ เช่น

At home, at a village, at Don Muang, at the table, etc. เช่น

They are at home. พวกเขาอยู่ที่บ้าน

I wish to see him at a village.

ผมต้องการไปพบเขาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ข้อสังเกต : ถ้าใช้บ่งบอกบ้านเลขที่ แสดงว่าเป็นจุดเล็ก ใช้ at แต่ถ้าบ่งบ้านเลขที่ บ่งเฉพาะถนนอย่างเดียวให้ใช้ on เช่น

He lives at 135 Sukhumwit Road.

เขาอยู่ที่บ้านเลขที่ 135 ถนนสุขุมวิท

She lives on Charoenkrung Road.

หล่อนอยู่ที่ถนนเจริญกรุง

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ by และ until


เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ by และ until
-by แปลว่า “เมื่อถึง” until แปลว่า “จนกระทั่งถึง” ทั้ง by และ until ตามด้วยจุดของเลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ตามด้วยระยะเวลาที่มีความยาว เช่น

By ten o’clock เมื่อถึงเวลา 10 นาฬิกา

Until ten o’clock จนกระทั่งถึงเวลา 10 นาฬิกา

By tomorrow เมื่อถึงวันพรุ่งนี้

Until tomorrow จนกระทั่งถึงวันพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง by และ until ก็พอมีอยู่บ้างนั่นคือ

-by ใช้หลังกริยาใด หมายความว่า การกระทำนั้นจะมีขึ้นเมื่อถึงเวลานั้น เช่น

He will finish it by next week.

เขาจะทำเสร็จเมื่อถึงสัปดาห์หน้า

(การ finish จะมีขึ้นเมื่อถึง next week)

She will arrive here by eight o’clock.

หล่อนจะมาถึงที่นี่เมื่อถึงเวลา 8 นาฬิกา

(การ arrive จะมีขึ้นเมื่อถึง 8 นาฬิกา)

-until ใช้หลังกริยาใด หมายความว่า จะหยุดการกระทำอันนั้น เมื่อถึงเวลานั้น (คือไม่กระทำต่อไปอีก)

เช่น

He’ll stay here until tomorrow.

เขาจะพักอยู่ที่นี่จนถึงวันพรุ่งนี้

(การอยู่ (stay) จะหยุดหรือสิ้นสุดลงเมื่อถึง tomorrow)

She’ll teach in this school until next year.

หล่อนจะสอนหนังสือในโรงเรียนนี้จนถึงปีหน้า

(การ teach จะสิ้นสุดหรือหยุดลงเมื่อถึง next year)

2) Preposition ที่แสดงสถานที่ ซึ่งพบเห็นบ่อยและใช้กันมากได้แก่คำต่อไปนี้
About
รอบๆ, เกี่ยวกับ
Near
ใกล้
Above
เหนือ
Off
ห่างออกไป
Across
ข้าม
On
บน
Against
ปะทะ
Over
บน
Along
ตาม
Past
เลยไป
Among
ระหว่าง (มากกว่า 2)
Round
รอบ ๆ
At
ที่
Through
ทะลุผ่าน
By
โดย, ข้าง
To
ถึง, ที่
In
ใน
Towards
เข้าสู่
Before
ข้างหน้า
Under
ใต้
Below
ข้างล่าง
Up
ขึ้น
Beneath
ข้างใต้
Away from
ออกมาจาก
Beside
ข้างๆ
Far from
ไกลไปจาก
Between
ระหว่าง (2 อย่าง)
In front of
ข้างหน้า
Beyond
เลยไป, เกินกว่า
Out of
ออกจาก
Down
ต่ำลงไป
At the back of
ด้านหลังของ
From
จาก
At the end of
ตอนท้ายของ
Inside
ข้างใน
Into
เข้าไปใน


เพื่อความเข้าใจง่ายจะได้หยิบยกเอาบางตัวซึ่งมีคำแปลคล้ายกัน แต่ใช้ต่างกันขึ้นมาแสดงให้เห็น ขอให้นักศึกษาโปรดติดตามต่อไป อย่างเพิ่งง่วงนอน

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ between, Among

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้ between, Among

Between แปลว่า “ระหว่าง” ใช้เชื่อมหรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่งสองอย่าง และมักมี and มาใช้ร่วมเสมอ เช่น

She walks between her father and mother.

หล่อนเดินไประหว่างคุณพ่อและคุณแม่ของหล่อน

Amnat sits between you and me.

อำนาจนั่งอยุ่ระหว่างคุณและผม

Among แปลว่า “ระหว่าง” ใช้เชื่อมเป็นระหว่างหรือท่ามกลางของมากกว่าสองสิ่งหรือสองอย่างขึ้นไป (ตัวนี้ไม่ต้องใช้ร่วมกับ and) เช่น

He looked for his pen among the pieces of paper.

เขาหาปากกาของเขาท่ามกลางแผ่นกระดาษ (ที่กระจัดกระจายอยู่)

Amy wrote a letter among her friends.

เอมี่เขียนจดหมายอยู่ระหว่างเพื่อนๆ ของเธอ

3) Preposition ที่แสดงความสัมพันธ์เกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง (Topics) และวิชา (Subjects) ได้แก่คำต่อไปนี้

About= เกี่ยวกับ เช่น

A book about eats. หนังสือเกี่ยวกับโภชนาการ

A story about a dog and a cat. นิทานเกี่ยวกับสุนัขและแมว

On = เกี่ยวกับ (คำนี้นำมาใช้มากเมื่อเป็นการบรรยาย, การแสดงปาฐกถา หรือ เรื่องเกี่ยวกับข้อเขียน) เช่น

A book on Outer Space. หนังสือเกี่ยวกับนอกอวกาศ

A talk on Problems in Society. สนทนาเกี่ยวกับปัญหาสังคม

A lecture on Early Childhood ปาฐกถาเรื่องวัยก่อนวัยเรียน

A report on Education. รายงานการศึกษา

Of = บรรจุเรื่องเกี่ยวกับ (Containing) เช่น

A book of poems. หนังสือโคลง

A set of foreign stamps. ชุดแสตมป์ต่างประเทศ

A book of Tripitaka. หนังสือพระไตรปิฎก

A collection of photographs การสะสมภาพถ่ายต่างๆ

4) Preposition ที่แสดงความสัมพันธ์เกี่ยวกีบเนื้อวัตถุ (Materials) และส่วนผสม (ingredients) ได้แก่คำต่อไปนี้

Of = ใช้เมื่อเนื้อวัตถุที่นำมาทำหรือดัดแปลงนั้น ไม่เปลี่ยนไปจากสภาพเดิมนัก เช่น

A bottle is made of glass. ขวดทำมาจากแก้ว

A table is made of wood. โต๊ะทำมาจากไม้

A ring is made of gold. แหวนทำมาจากทองคำ

From = ใช้เมื่อเนื้อวัตถุที่นำมาทำนั้น แปรเปลี่ยนสภาพไปจากของเดิมโดยสิ้นเชิง เช่น

Glass is made from sand. แก้วทำมาจากทราย

Wine is made from groups. เหล้าไวน์ทำมาจากองุ่น

Bread is made from butter and sugar. ขนมปังทำจากเนยและน้ำตาล

Out of = ใช้แสดงที่มา, หรือแหล่งที่มาของสิ่งนั้นๆ เช่น

The hut was made out of old planks.

กระท่อมหลังนี้ทำขึ้นมาจากไม้กระดานเก่าๆ

I made my first car out of three old ones.

ผมประดิษฐ์รถคันแรกของผมขึ้นมาจากรถเก่า 3 คัน (ถอดชิ้นส่วนมา)

With = ทำด้วย, ปกคลุมด้วย, ใส่ด้วย (indicate what is used for filling, covering etc.) เช่น

He fills the box with mangoes.

เขาบรรจุกล่องจนเต็มด้วยมะม่วง

She makes bread with flour, water and yeast.

หล่อนทำขนมปังด้วยแป้ง น้ำ และ ยีสต์

The mountain was covered with snow.

ภูเขาปกคลุมไปด้วยหิมะ

Without = ไม่มี, โดยปราศจาก (having no, not with)

You can’t make a table without wood.

คุณไม่สามารถทำโต๊ะโดยไม่มีไม้

Can you travel around the world without a ticket?

คุณสามารถเที่ยวรอบโลกได้โดยปราศจากตั๋วหรือ?

5) Preposition ที่แสดงความสัมพันธ์เกี่ยวกับ “จุดหมายปลายทาง” (Destination) และจุดประสงค์ (Purpose) ได้แก่

What…….for? สำหรับอะไร?

Who………for? สำหรับใคร?

Where………for? สำหรับที่ไหน?

เช่น

What is the money on the table for?

เงินที่อยู่บนโต๊ะนั้นสำหรับอะไร?

It’s for the waiter.

สำหรับให้บ๋อย

Who’s the letter for?

จดหมายฉบับนั้นของใคร?

It’s for Susan, not for you.

ของซูซาน ไม่ใช่ของคุณหรอก

Where’s the plan of a road building for?

โครงการสร้างถนนครั้งนี้จะสร้างที่ไหน?

It’s for Bangna-Trad road.

สำหรับสายบางนา-ตราด

6) Preposition ที่แสดงความเกี่ยวพัน, การครอบครองส่วนต่างๆ ทางร่างกาย (having, carrying) ได้แก่

With, in, of, without เช่น

With = มี (ใช้กับส่วนต่างๆของร่างกาย)

A girl with brown hair is my sister.

เด็กหญิงที่มีผมสีน้ำตาล คือ น้องสาวของผม

An old man with eyeglasses wishes having a trip in Italy.

ชายแก่ที่สวมแว่นตาอยากไปเที่ยวประเทศอิตาลี

A sailor with only one arm needs to see a doctor.

ทหารเรือที่มีแขนข้างเดียวต้องการพบหมอ

In = ใช้เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายที่สวมใส่อยู่ เช่น

Yesterday he was in a black shirt for working.

เมื่อวานนี้เขาใส่เสื้อสีดำทำงาน

That boy is dressed in rages.

เด็กคนนั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่น

I saw a man in brown shoes coming here last night.

ผมเห็นชายคนหนึ่งสวมรองเท้าสีน้ำตาลมาที่นี่เมื่อคืนนี้

Of = ใช้แสดงถึงหุ้นส่วน และการเกี่ยวข้องในลักษณะที่เป็นหน่วยเดียวกัน (in a partitive sense and one unit) เช่น

A kilo of meat เนื้อหนึ่งกิโล

A slice of bread ขนมปังหนึ่งแผ่น

A spoonful of jam แยมหนึ่งช้อน

A member of the club สมาชิกของสโมสร

e.g. Maree gave her daughter a slice of bread.

มารีให้ขนมปังหนึ่งแผ่นแก่บุตรสาวของเธอ

Without = ใช้แสดงถึงความไม่มีหรือขาดไปเสียซึ่งสิ่งนั้นๆ เช่น

A dog without a tail สุนัขไม่มีหาง

A pot without a handle หม้อไม่มีหูจับ

A man without legs คนไม่มีขา

e.g. He sold a dog without a tail yesterday.

เขาขายสุนัขหางด้วนไปตัวหนึ่งเมื่อวานนี้

Egg without salt isn’t very nice.

ไข่ที่ไม่ใส่เกลือย่อมไม่อร่อย

7) Preposition ที่แสดงถึงวิธีการ, ตัวแทน, (agents, ways or means) ได้แก่คำต่อไปนี้ : by, with, through, without, of

By = “โดย” (ใช้กับคนเป็นส่วนมาก ในรูปประโยค Passive Voice เสมอ) เช่น

This book was written by Archan Samran.

หนังสือนี้เขียนโดยอาจารย์สำราญ

This medicine was discovered by Dr. Thomas.

ยาขนานนี้ค้นพบโดยคุณหมอโทมัส

By = “โดยวิธี” (ใช้ตามหลังกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหว และหลัง by ต้องเป็นชื่อยานพาหนะเสมอ) เช่น

They go by bus.

They come by train.

They travel by boat.

They go by plane. Etc.

พวกเขาไปโดยรถประจำทาง ฯลฯ

By = “ด้วยวิธีการ” (ใช้โดยตามด้วย Noun, หรือ Gerund) เช่น

You can cure a headache by taking an aspirin.

คุณสามารถรักษาโรคปวดศีรษะให้หายได้โดยการทานยาแอสไพริน

Please send a massage by cable at once.

กรุณาส่งข่าวทางโทรเลขให้ทราบโดยด่วนด้วย

With = ด้วย (ใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องมือ) เช่น

The doctor took my temperature with a thermometer.

หมอตรวจสอบอุณหภูมิของผมด้วยเครื่องตรวจวัด

We can eat rice with spoons.

เราทานข้าวด้วยซ้อน

Through= เป็นผลมาจาก, เนื่องมาจาก

They last themselves through not knowing the way.

พวกเขาต้องสูญเสียตัวเองไปเพราะไม่รู้วิธี (รู้ทาง)

She caught cold through working in rain.

หล่อนเป็นหวัดเพราะทำงานตากฝน

Without = โดยไม่มี, โดยปราศจาก (not with) เช่น

He can’t make tea without water.

เขาไม่สามารถชงน้ำชาได้โดยไม่มีน้ำ

My friend left suddenly without saying goodbye.

เพื่อนของผมจากไปอย่างรีบด่วนโดยมิได้บอกลา

Of = ใช้ในความหมาย “เนื่องด้วย (ใช้กับโรค)” เช่น

Every year many Thais die of cancer.

ทุกๆปี คนไทยจำนวนมากตายเพราะโรคมะเร็ง

She died of her liver last year.

หล่อนตายเพราะโรคตับเมื่อปีกลายนี้

8) Preposition ที่ใช้ในความหมายอื่น (other meaning) ได้แก่คำต่อไปนี้

As well as เช่นเดียวกันกับ

According to ตามที่, อ้าง

Against คัดค้าน, ขัดแย้ง

Notwithstanding ถึงแม้ว่า

Except เว้นแต่, ยกเว้น

Apart from นอกเหนือจาก

But (=except) เว้น, ยกเว้น

Besides นอกจาก

Instead of แทนที่ เช่น

As well as = เช่นเดียวกันกับ

He as well as you is very lazy to read.

เขาก็เช่นเดียวกับคุณนั่นแหละขี้เกียจมากอ่านหนังสือ

According to = ตามที่, อ้าง

Tomorrow it will rain much according to the weather forecast.

พรุ่งนี้ฝนจะตกมากตามรายงานอากาศ

Against = คัดค้าน, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย (ตามด้วย gerund เสมอ)

She is against working on Sundays.

หล่อนคัดค้านการทำงานในวันอาทิตย์

Notwithstanding = ถึงแม้ว่า (ตามด้วย Gerund หรือ noun)

None of these boys wears a coat notwithstanding the cold weather.

ถึงแม้ว่าอากาศหนาวแต่เด็กเหล่านี้ก็หาได้มีใครใส่เสื้อคลุมมาใส่

Except= เว้นแต่, ยกเว้น

Monks and novices can’t eat anything except water in the afternoon.

พระและเณรไม่สามารถฉันอะไรได้ยกเว้นน้ำในตอนบ่าย

Apart from = นอกเหนือจาก

Apart from collecting the stamps, we do nothing else.

นอกเหนือจากการเก็บสะสมแสตมป์แล้ว เราก็ไม่ได้ทำอะไรอีก

But = เว้น, ยกเว้น

Nobody but me has a pen to write a letter.

ไม่มีใครยกเว้นฉันที่มีปากกาเขียนจดหมาย

Besides = นอกจาก

Who can speak Japanese besides you and me?

ใครที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ นอกจากคุณและผมแล้ว?

Instead of = แทนที่ (in place of)

Let me do instead of him.

ให้ผมทำแทนเขาเถอะ

Suwit works here instead of Winai, who has a bad cold today.

สุวิทย์ทำงานที่น่าแทนวินัยซึ่งเป็นไข้หวัด

9) Preposition ที่ใช้เป็นสำนวนและมักพบเห็นบ่อยๆ มีดังต่อไปนี้

ก) ชนิดที่ใช้ at นำหน้าได้แก่
At dinner
ขณะรับประทานอาหารค่ำ
At work
 ขณะทำงาน
At breakfast
ขณะรับประทานอาหารเช้า
At sight
เมื่อมองเห็น
At play
ขณะเล่น, กำลังเล่น
At short notice
เพียงแว่บเดียว
At war
ในยามสงคราม
At rest
ขณะพักผ่อน
At peace
ในยามสงบ
At home
อยู่ที่บ้าน
At length, at last
ในที่สุด
At church
อยู่ที่โบสถ์
At will
ตามใจ, ตามความต้องการ
At sea
อยู่ที่ทะเล
At a loss
งง, ขาดทุน
At school
เรียนหนังสือ
At best
อย่างดีที่สุด
At a pinch
แทบเลือดตากระเด็น
At worst
อย่างแย่ที่สุด
At all events
ถึงจะอย่างไรก็ตาม
At most
อย่างมากที่สุด
At present
ปัจจุบันนี้
At least
อย่างน้อยที่สุด
At once
ทันที, เดี๋ยวนี้
At first
เริ่มแรก, ครั้งแรก
At all costs
จะเสียเท่าไรก็ตาม
At a profit
ได้กำไร
At ease
พักเหนื่อย
At first sight
เมื่อแรกพบ
At heart
โดยสันดาน (ในใจ)
At any rate
อย่างไรก็ตาม
At a time
 พร้อมกัน, คราวเดียวกัน
At the same time
พร้อมกัน
At times
บางครั้ง, บางเวลา

ข) ชนิดที่ใช้ by นำหน้า ได้แก่
By land
โดยทางบก
By sea
โดยทางทะเล
By air
โดยทางอากาศ
By ship
โดยทางเรือ
By plane
โดยเครื่องบิน
By car
โดยรถยนต์
By bus
โดยรถประจำทาง
By heart
ท่องจำได้
By letter
โดยทางจดหมาย
By post
โดยทางไปรษณีย์
By accident
โดยบังเอิญ
By good fortune
โดยโชคดี
By luck
ด้วยโชค
By-self
โดยลำพัง
By no means
ไม่มีทาง
By all means
ทุกวิถีทาง
By rights
โดยแท้จริง
By degrees
ทีละเล็กละน้อย
By the way
เออนี่แน่ะ
By sight
เห็นมากับตา
By hand
โดยส่งให้ด้วยมือ
By name
รู้จักเพียงแต่ชื่อ
By cable
โดยทางโทรเลข
By telegram
โดยทางโทรเลข
By day
ในเวลากลางวัน
By night
ในเวลากลางคืน
By chance
โดยบังเอิญ
By design
โดยวางแผนมาก่อน
By mistake
โดยหลงผิด
By far
อย่างมาก (สุดยอด)

ค) ชนิดที่ใช้ in นำหน้าได้แก่
In common
มีส่วนร่วมกัน
In sight
อยู่ในระยะที่มองเห็น
In fun
เพียงสนุกๆ
In tears
ด้วยน้ำตา
In play
โดยเล่นๆ
In all
โดยทั้งหมด, ทั้งหมด
In a hurry
โดยรีบด่วน
In any case
ในทุกรณี
In public
ต่อหน้าสาธารณชน
In that case
ในกรณีนั้น
In private
เป็นการส่วนตัว
In some cases
ในบางกรณี
In secret
เป็นความลับ
In fact
ตามความจริง
In time
ทันเวลา
In particular
โดยเฉพาะ
In debt
มีหนี้สิน
In a sense
ในความหมายหนึ่ง
In difficulties
ตกอยู่ในความลำบาก
In brief
โดยย่อ (สั้นๆ)
In danger
ตกอยู่ในอันตราย
In a word
โดยคำๆ เดียว
In love
หลงรัก
In all likelihood
ทุกวิธีที่น่าจะเป็นไปได้
In need
ในความต้องการ
In general
โดยทั่วๆไป
In itself
ในตัวมันเอง
In turn
ทีละคน, ตามวาระ
In other words
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง
In work
มีงานทำ
In a way (in some way)
โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง


In hand
พร้อม, อยู่ในมือ
In two
เป็น 2 ชิ้น
In trouble
อยู่ในภาวะลำลาก
In ink
(เขียน) ด้วยหมึก
In the long run
ในระยะยาว
In pencil
(เขียน) ด้วยดินสอ
In due course
เมื่อถึงกำหนด
In place
อยู่ในที่ของมัน
In stock
มีเหลืออยู่ในโกดัง
In the end
ในที่สุด


ง) ชนิดที่ใช้ on นำหน้าได้แก่
On fire
กำลังไหม้
On purpose
โดยจงใจ
On business
ด้วยเรื่องการค้า
On the other hand
อีกนัยหนึ่ง
On pleasure
เพื่อความสนุก
On the contrary
โดยทางกลับวัน
On holiday
ในวันหยุดงาน
On the whole
ว่าถึงทั้งหมด
On vacation
ในวันหยุด
On no account
ไม่ว่าจะอะไรจะเกิดขึ้น
On duty
ปฏิบัติหน้าที่
On my account
เกี่ยวกับฉัน
On watch
กำลังเฝ้า
On second thoughts
เมื่อคิดอีกทีหนึ่ง
On guard
เข้าเวรยาม
On the overage
โดยส่วนเฉลี่ย
On a visit
อยู่ระว่างการเยี่ยม
On leave
อยู่ระหว่างการลาพัก
On a journey
อยู่ระหว่างการเดินทาง
On one’s way
อยู่ระหว่างเดินทาง
On sale
ลดราคา
On foot
โดยเท้า
On horseback
โดยขี่ม้า
On time
ตรงเวลา


จ) ชนิดที่ใช้ out of นำหน้า ได้แก่
Out of breath
แทบขาดใจ
Out of work
ไม่มีงานทำ
Out of sight
คลาดจากสายตา
Out of hearing
พ้นจากระยะการได้ยิน
Out of danger
พ้นอันตราย
Out of doors
ภายนอก, กลางแจ้ง
Out of question
นอกประเด็น
Out of reach
เอื้อมไม่ถึง
Out of turn
ผิดรอบ, ผิดวาระ
Out of ordinary
ผิดจากธรรมดา
Out of use
ใช้ประโยชน์ไม่ได้
Out of date
พ้นสมัย, ล้าสมัย
Out of stock
หมดสต็อก
Out of repair
แก้ไขไม่ได้
Out of place
วางผิดที่
Out of control
ควบคุมไม่ได้

สุ่มบทความภาษาอังกฤษจากบทความทั้งหมด