แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผันรูป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผันรูป แสดงบทความทั้งหมด

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 7

2. ผันรูป Continuous
    อันนี้ชื่อก็บอกอยู่อีกเช่นกันว่า นำไปใช้กับรูปประโยคแบบ Continuous และการทำกริยาห้เป็นนาม (อาการนาม) หรือ ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Gerund แต่ตอนนี้ผมจะพาไปทำความรู้จักกับการผันกริยาในรูปแบบนี้เลยนะครับ
การผัน Verb -ing
    โดยทั่วไปจะเติม ing ได้ทันทีเลยครับ แต่ในบางกรณีก็จะมีที่นอกกฏบางเหมือนกัน ดังนี้ครับ
1. เติม ing ท้ายกริยาช่องที่ 1 ได้ทันทีสำหรับคำกริยาโดยทั่วๆไป เช่น
    walk  --> walking   เดิน
    teach  --> teaching  สอน
2. เป็นคำพยางค์เดียว ออกเสียงสั้น หน้าพยัญชนะท้ายมีสระ 1 ตัว ให้ใส่พยัญชนะท้ายเพิ่มกไปอีกหนึ่งตัวแล้วเติม ing
    swim  -->  swimming  ว่ายน้ำ
    cut  -->  cutting  ตัด




3. คำ 2 พยางค์ ซึ่งลงท้ายหนัก ที่พยางค์ท้าย มีสระที่พยางค์ท้ายเพียงตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะตัวเดียว ต้องเพิ่มพยัญชนะตัวท้ายนั้นเข้าไปอีกหนึ่งตัว แล้วจึงเติม ing เช่น
    begin  -->  beginning  เริ่ม
    forget  -->  forgetting  ลืม
    แต่มีข้อยกเว้นนะครับว่า ถ้าลงเสียงหนักพยางค์แรก ไม่ต้องเพิ่มพยัญชนะตัวท้ายอีก เช่น
    cover --> covering  ปกคลุม
4. คำกริยา 2 พยางค์ต่อไปนี้ จะเพิ่มตัวสะกดเข้ามาแล้วเติม ing (แบบอังกฤษ) หรือจะไม่เพิ่มตัวสะกดแต่เดิม ing เลย (แบบอเมริกัน) ก็ได้ เช่น
    แบบอังกฤษ : control -->  controlling  ควบคุม
    แบบอเมริกัน : control --> controlling  ควบคุม
5. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย e (กรณีไม่ออกเสียงที่ตัว e) ให้ตัด e ทิ้งแล้วเติม ing เช่น
    live  -->  living  อยู่อาศัย
    stare  -->  staring  จ้อง
6. กริยาที่ลงท้ายด้วย ee ให้เติม ing ได้เลย ไม่ต้องตัดตัวใดทิ้ง เช่น
    free -->  freeing  ปล่อยเป็นอิสระ
    see  -->  seeing  เห็น
7. กริยาที่ลงท้ายด้วย ie ให้เปลี่ยน ie เป็น y แล้วเติม ing เช่น
    die --> dying  ตาย
    tie  -->  tying  ผูก
แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางคำเช่นกันครับ เช่น
    ski  -->  skiing  เล่นสกี
    dye  -->  dyeing  ย้อมสี
8. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย c ให้เติม k ก่อนเติม ing เช่น
    picnic  -->  picnicking  ปิกนิก
 

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 6

4. สกรรมกริยา (Transitive Verbs)
    อันนี้ในภาษาไทยก็มีครับ ผมขอเรียกเป็นชื่อง่ายๆ ที่เข้าใจกันได้ก็คือ กริยาที่ต้องการกรรมมารับ ลักษณะเหมือนภาษาไทยเลยครับ ถ้าเป็นในภาษาไทยเราก็อาจพูดคำว่า ฉันอ่าน ถ้าไม่มีกรรมมารองรับเราก็จะไม่รู้อยู่ดีว่า อ่านอะไร ถ้าดูในภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ ตัวอย่าง เช่น
She is wearing a red shirt
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีแดง

    ให้สังเกตว่าถ้าเราไม่มีกรรมอย่าง a red shirt มารับ เราก็จะไม่สามารถเข้าใจได้ว่า เธอสวมอะไรอยู่กันแน่

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่งก็แล้วกันน่ะ
Dusit does his homework
ดุสิตทำการบ้านของเขา

5. อกรรมกริยา (Intransitive Verbs)
    ในกลุ่มนี้ก็จะตรงข้ามกับกลุ่มที่แล้วเลยครับ ถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็คงต้องใช้ว่า กริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารับ คำพวกนี้แม้ประโยคมีแค่  ประธาน กับ กริยา ก็มีใจความสมบูรณ์แล้วครับ เช่น
I walk.  ฉันเดิน
A monkey died.  ลิงตาย

    การใช้ Verb น่ะครับ เป็นสิ่งที่มีปัญหาพอสมควร แต่ไม่ใช่เรื่องการวางตำแหน่งของกริยาหรอกน่ะครับ แต่เป็นปัญหาเรื่องการผัน และการเลือกใช้คำต่างๆ เสียมากกว่า ก็เลยจะนำเรื่องการผัน Verb มาให้ลองอ่านทบทวนกันดู
    การผันกริยาในภาษาอังกฤษนั้นมีหลายวิธีในรูปประโยคต่างๆกัน แต่เมื่อนำมารวบรวมดูแล้ว การผันนั้นก็มีด้วยกันอยู่ 3 ลักษณะใหญ่ได้แก่
1. ผันรูป Present Simple
    ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ ว่าเป็นการผันรูปกริยาเพื่อใช้กับประโยค Present Simple โดยเฉพาะ โดยการผันกริยาในรูปแบบบนี้นั้น จะถูกนำไปใช้ในประโยคที่มีประธานเป็นเอกพจน์ (ผู้อ่านจะได้ทำความรู้จักกับรูปประโยคในเนื้อหาต่อๆไปครับ)

    ลักษณะการเปลี่ยนกริยาตามกลุ่มประโยค Present Simple
กลุ่มที่ 1   กริยาทั่วไปที่ไม่ลงท้ายด้วยสระ 0 เติม s ได้ทันที
    เช่น eat, show, hate, love, collect เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 กริยาที่ลงท้ายด้วยสระ 0,s, sh, ch, x, z เติม es
    เช่น go, teach, fix, kiss
กลุ่มที่ 3 กริยาลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es
    เช่น shy, cry

    ในการเปลี่ยนกริยาตามกลุ่มประโยคในลักษณะนี้นั้น จะเติม s หรือ es ที่กริยาก็ต่อเมื่อประธานเป็นคำนามเอกพจน์ หรือเป็นสรรพนามเอกพจน์บุรุษที่สาม

สุ่มบทความภาษาอังกฤษจากบทความทั้งหมด