แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักการแปลภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักการแปลภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 38

1. Present Tense ประโยคปัจจุบันกาล
Present Simple
     ประโยคแบบแรกก็คือ ประโยคที่พบกันได้บ่อยที่สุด และง่ายที่สุดเพราะสามารถแปลตามตรงได้ทันที (หากไม่มีเรื่องน้ำเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง) โดยประโยคส่วนใหญ่ของภาษาอังกฤษก็จะเป็นไปในลักษณะ S+V+O (ประธาน กริยา กรรม) ซึ่งเหมือนกับภาษาไทย การแปลประโยคเช่นนี้ก็เหมือนที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ คือ แปลตามตรงได้ทันทีเลยครับ แต่ก็มีที่แอบแฝงบ้างนะครับ แต่ก่อนจะแปลกันได้ก็ต้องไปดูลักษณะของ Present Simple กัน ก่อนแปลด้วยน่ะค่ะ
     ต่อไปนี้เราจะมาดูรูปประโยคกันเลยละกันครับผม
     ลักษณะของรูปประโยค คือเมื่อใช้ประโยคในการอธิบายให้ดูที่นาม หรือ สรรพนาม หากเป็นนามเอกพจน์ ก็จะเติม s, es ลงหลังกริยา แต่หากเป็นพหูพจน์ก็ไม่ต้องเติมอะไรลงไปในกริยาที่ตามมา ดังตัวอย่าง ซึ่งเวลาแปลนั้นอย่าหลงกล ว่า s, es ที่ตามท้ายมาจะหมายความว่ามากกว่า 1 เพียงอย่างเดียวนะค่ะ





I run.     ฉันวิ่ง
You go to school.     คุณไปโรงเรียน
He walks.     เขาเดิน
She plays piano.     เธอเล่นเปียโน

แยกให้ดูกันชัดๆได้ดังนี้
ชนิด                                 สรรพนาม Subject                            กริยา Verb
พหูพจน์                        I, You, We, They                             ใช้ Verb  ตัวนั้นได้เลย
                                   ประธานที่เป็นกลุ่ม
                                   หรือ 2 คนขึ้นไป
เอกพจน์                         He, She, It                                     กลุ่ม 1 เติม s
                                  ประธานที่เป็นคนคนเดียว                       กลุ่ม 2 เติม es
                                  หรือสิ่งของสิ่งเดียว                              กลุ่ม 3 เปลี่ยน y เป็น i
                                                                                         แล้วเติม es
การใช้ประโยค Present Simple
      ประโยค Present Simple นั้น มีจุดประสงค์การใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ 2 อย่างได้แก่
      Habits  คือ สิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำจนเป็นนิสัย
      States  คือ สภาพ แต่เป็นสภาพที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลง
โดย 2 ลักษณะดังกล่าวเราก็จะกระจายเป็นสถานการณ์ดังต่อไปนี้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำจนเป็นนิสัย
     He goes to the library at 10 a.m. every day.
     เขาไปห้องสมุดเวลา 10 โมงเช้าทุกวัน
     สังเกตคำว่า Every day น่ะค่ะ เพราะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำที่ทำอยู่เป็นประจำ
     
     Sarin always tell about his car.
     สารินมักเล่าเกี่ยวกับรถของเขา (สารินมักเล่าเรื่องรถของเขา)
     ในตอนนี้จะเห็นการใช้ Adverb of Frequency (คำคุณศัพท์ช่วยบอกความต่อเนื่อง) เช่น ในประโยคนี้ใช้คำว่า always เป็นตัวบอกว่าสิ่งนี้ทำอยู่เป็นประจำ

     There is a lot of rain in July. 
     ฝนตกมากในช่วงเดือนกรกฏาคม
     เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำบ่งบอกความต่อเนื่องก็ได้ค่ะ อย่างในตัวอย่างนี้ก็พูดถึงข้อเท็จจริง แต่เวลาเราแปลในส่วนนี้ไม่ต้องสนใจเท่าไหร่ค่ะ เนื่องจากเป็นประโยคที่แปลตรงรูปได้เลยค่ะ

     Jessy spends Christmas' time with his parents.
     เจนนี่ใช้เวลาช่วงคริสต์มาสกับพ่อแม่ของเขา
     ระวัง ในตัวอย่างนี้แม้ไม่ต้องใช้คำว่า every หรือ always แต่ก็ยังให้ความหมายถึงว่าทุกปี แฝงไว้อยู่ แต่หากพูดในลักษณะหนึ่งคือ Jessy spent Christmas's time with his parents. ความหมายก็จะกลายเป็น เจสซี่ใช้เวลาช่วงคริสต์มาสกับพ่อแม่ของเขา (ครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ผ่านมาแล้ว) ไม่ใช่บ่งบอกว่าเมื่อใด รู้เพียงว่าเป็นอดีตไปแล้วแค่นั้นเองน่ะค่ะ

2. เหตุการณ์ที่ทำแล้วเป็นจริงเสมอ หรือบางกรณีเป็นข้อมูลที่ยังคงเป็นความจริง
    I live in Bangkok.  ฉันอยู่ในกรุงเทพมหานคร
     ข้อมูลเป็นสภาพที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เช่น พวกที่อยู่ แต่ให้ระวังประโยคแบบนี้ก็สามารถพูดออกมาในอีกลักษณะหนึ่งก็ได้ คือ I have been living in Bangkok for a while. ก็จะหมายความว่าฉันอยู่ในกรุงเทพมหานครมาช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าเมื่อไหร่ที่ระบุเวลาลงไปในประโยค จะต้องเปลี่ยนรูปประโยคไปด้วย
   He is Christian.  เขาเป็นชาวคริสต์
     ข้อมูลในประโยคนี้เป็นการบอกสภาพของบุคคล ในลักษณะของการกล่าวถึง เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ในกรณีเหล่านี้เราก้สามารถใช้ลักษณะรูปประโยคแบบ Present Simple ในการกล่าวเรื่องเหล่านี้ได้ทันที

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 37

การแปลรูปประโยค
     รูปประโยคหรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายในอีกชื่อหนึ่งก็คือรูปทางไวยากรณ์ บางกรณีการสื่อความหมายของรูปประโยคก็ไม่จำเป็นจที่จะต้องสื่อความหมายในรูปตรงที่เห็นก็ได้ ในบางกรณีการสื่อความหมายกลับไกปในทางตรงกันข้ามเลยก็ได้ ในรูปประโยคในภาษาอังกฤษนั้น มีเพียงไม่กี่รูป แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระวังมากมายเช่นกัน
     รูปประโยคต่าง ๆ
     หลักการของการแปลรูปประโยคนั้น เราก็ต้องทราบรากฐานของรูปแบบภาษาอังกฤษ โดยพื้นฐานรูปประโยคในภาษาอังกฤษ จะแบ่งรูปประโยคตามลักษณะของเวลาได้ดังนี้
1. Present Tense (ประโยคปัจจุบันกาล)             
    1.1 Present Simple
    1.2 Present Continuous
    1.3 Present Perfect
    1.4 Present Perfect Continuous
2. Past Tense (ประโยคอดีตกาล)
    2.1 Past Simple
    2.2 Past Continuous
    2.3 Past Perfect
    2.4 Past Perfect Continuous
3. Future Tense (ประโยคอนาคตกาล)
    3.1 Future Simple Tense
    3.2 Future Continuous Tense
    3.3 Future Perfect Tense
    3.4 Future Perfect Progressive Tense
     รูปประโยคของภาษาอังกฤษอย่างที่ดูข้างต้นจะแบ่งออกตามกาลโดยสามารถใช้กาลนั้นๆ แบ่งรูปประโยคออกมา แต่นอกจากจะแยกตามกาลแล้วนั้น ก็ยังแบ่งตามใจความอีกดังนี้
1. Passive voice ประโยคกรรม
2. Indirect Speech ประโยคถ่ายทอด
3. Conditional (If course) ประโยคเงื่อนไข



     สำหรับประโยคเหล่านี้เป็นการนำความหมายของรูปประโยคมาแบ่งรูปประโยคที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น รูปประโยค Passive voice (ประโยคกรรม) แม้จะเป็นลักษณะของประโยคที่แบ่งตามความหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีลักษณะของกาลครอบอยู่เช่นเดิม ดังตัวอย่างได้แก่
I am interested in Japanese language.
ฉันสนใจภาษาญี่ปุ่น

A deer was killed by a tiger.
กวางถูกฆ่าโดยเสือ

This forest has been invaded by villagers for a while.
ป่านี้โดนบุกรุกโดยชาวบ้านมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว

He said he won't come here anymore.
เขาพูดว่าเขาจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว

If i were you. I would leave him for long time.
ถ้าฉันเป็นคุณนะ ฉันคงทิ้งเขาไปนานแล้วล่ะ

     อย่างที่ได้ชมตัวอย่างไปบ้างแล้วนั่น ต่อไปก็จะลองมาศึกษาถึงลักษณะและใจความของแต่ละรูปประโยคกันเลยนะจ๊ะ โดยดูแต่ละประโยคให้ดีๆ น่ะว่าแปลว่าอะไรกันบ้าง

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 36

Passage 1
     A Living Room It is a decorated living room; furthermore, it is very convenient and livable with many facilities inside. Its size is not so large, but it is fully furnished. Although it is small, it is elegant with lots of luxurious furniture. All decorative materials are put perfectly and beautiful. The room is painted with easy-looked color; moreover, there are a wide window and a large door. Thus, they can make the room look wider and breathable. There is a fireplace against the corner of the room, a coat and a beautiful pot of plant in each of the walls. Besides, there are two pictures hung on the wall while a golden ceiling fan is installed above. The central section of the room is the sofa set which consists of a club chair, a love seat, cushions and pillows. Beside of them is a flower vase which is contained lots of yellow sunflowers, and a coffee table is in front of the sofa. In conclusion, with decorated devices are set full and perfectly in the suitable position inside the room, they can help it have the relaxing atmosphere for its owner and visitors.

 
Passage 2 
     Oh, I can see Harrison's late again! Ok everyone. Today I want you to speak clearly. Yesterday's filming was awful! James, I want you to walk to the hotel quickly. You walked so slowly yesterday I fell asleep waiting for you.
     Remember, you're going to kill Sarah. So you walk across the road quickly and angry. Sarah, you did the dying scene very well yesterday but you died before James shot you! Today, please, listen more carefully to the other actors. Simon, you spoke so quietly yesterday that I didn't hear a word you said. Ah, Harrison. You're here, finally! We're all waiting patient to being.

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
  • Decorated (v.) ตกแต่ง
  • Living room (n.) ห้องนั่งเล่น
  • Furthermore (con.) นอกจากนั้น
  • Convenient (adj.) สะดวกสบาย
  • Livable (adj.) สามารถอยู่ได้
  • Facilities (n.) สิ่งอำนวยความสะดวก
  • Luxurious (adj.) หรูหรา
  • Materials (n.) วัสดุ
  • Thus (Con.) เช่นนั้น
  • Breathable (adj.) อากาศถ่ายเท หายใจสะดวก
  • Fireplace (n.) เตาผิง
  • Installed (v.) ติดตั้ง
  • Above (prep.) เหนือ, บน
  • Cushions (n.) หมอนอิง
  • Conclusion (n.) ข้อสรุป
  • Atmosphere (n.) บรรยากาศ
  • Asleep (adv.) ง่วง, หลับ
  • Scene (n.) ฉาก, กองถ่าย
  • Quietly (adv.) อย่างเงียบ
  • Patient (adv.) อย่างอดทน

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 35

สำนวน
     ลักษณะของสำนวนมักจะมีที่มาจากความคะนองปาก หรือ การเปรียบเทียบเพื่อใช้อธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ใช้คำศัพท์ที่น้อยพูดง่ายๆ ก็คงหมายความว่า พูดน้อยเกินความมาก บางสำนวนความหมายอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่เห็นในประโยคสำนวนเลยก็ได้ และบางสำนวนก็อาจต้องตีความมากกว่าที่เห็นเข้าไปอีก
     โดยในที่นี้ได้รวบรวมเอาสำนวนที่มักพบเห็นได้บ่อยในภาษาอังกฤษ มารวมไว้ให้ทุกคนได้อ่านแล้วค่ะ


สำนวนภาาษอังกฤษ พร้อมกับ ความหมาย
  1. a grey mare  ผู้หญิงเท้าหน้า
  2. a social climber  ไต่เต้าทางสังคม, ถีบระดับตัว
  3. black and white  ไม่ขาวก็ดำ, คลุมเคลือ
  4. bounce a check  เช็คเด้ง
  5. broom stick  ผอมเหมือนไม้เสียบผี
  6. clear the decks for action  พร้อมทำงาน
  7. downs on one's luck  ดวงตก
  8. egg dance  งานที่ต้องการความละเอียด, งานที่ต้องาการ ความระมัดระวัง
  9. feel ten feet tall  รู้สึกดี, ครึ้มอกครึ้มใจ
  10. fine line  เส้นแบ่ง, จุดที่เหมาะสม
  11. get one's hands on something  ยืมเงิน, ต้องการ..........
  12. got some gust  มีกึ๋น, กล้าบ้าบิ่น
  13. gray scale  คลุมเครือ, สันนิษฐานได้ยาก (บางทีก็ใช้คำว่า Gray area)
  14. got to great lengths  ทุ่มสุดตัว
  15. go to ends of the earth  ยากแค่ไหนก็ทำได้
  16. hang on  อดทน, ทนไว้ (บางทีก็อาจใช้ว่า hold on ก็ได้)
  17. head over heels  หลงรักหัวปักหัวปำ
  18. have a good head on one's shoulder  มีดี, เก่ง, สามารถ
  19. hold on like grim death  อย่างเอาเป็นเอาตาย, แม้ตายก็ยอม
  20. in the pink  สภาพใหม่สมบูรณ์
  21. N Jack and Jill  หนุ่มสาว
  22. keep one's ground  เถียงแบบไม่ยอมแพ้
  23. kiss the rod  ยอมรับโทษ
  24. live within one's means  ใช้เงินเกินกว่าที่หามาได้
  25. look like a million bucks  ดูดีมีราคา, หรูเริ่มอลังการ
  26. loves and fishes  สินบน
  27. let someone down  ทำให้เสียใจ
  28. miss the boat  พลาดโอกาส
  29. needle in a hay-stack  งมเข็มในมหาสมุทร
  30. on the go  ยุ่งอยู่เสมอ, มือเป็นระวิง, ตัวเป็นเกลียว หัว เป็นน็อต 
  31. on means of livelihood  ตกงาน
  32. play a trick on  เล่นตลก, แกล้ง
  33. promise the moon  ให้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือเกิดขึ้น
  34. put one's name on the line  ขึ้นเขียง (ในภาษาอังกฤษก็จะมีสำนวนที่ คล้ายกันคือ on a chopping block)
  35. queen Anne is dead  หลังเขา, ข่าวล้าสมัย
  36. running the risk of  เล่นกับไฟ
  37. squeeze a tear  บีบน้ำตา
  38. stab in the black  ลอบกัด
  39. shoot the crab  โม้
  40. suck - up  สอพลอ, ขี้ประจบ
  41. stretched too thin  หนี้ท่วมหัว
  42. the living theater  ละครชีวิต
  43. to be lucked out  ตาย, ถูกฆ่า
  44. to be armed to the teeth  พร้อมรบ
  45. till the cows come home  เป็นเวลาที่ยาวนานมาก
  46. take to one's heels  หนี
  47. take a dim view of something  คลุมเครือ
  48. to be fond of  ชื่นชอบ
  49. upset the apple chart  เสียแผน
  50. up in the air  เขียนขึ้นในอากาศ, พูดลอยๆ
  51. vanish into thin air  หายลับไปกับตา
  52. walk the pavement  โสเภณี, การขายตัว
  53. x-ray vision  ทะลุปรุโปร่ง
  54. yellow steak  ขี้ขลาด
  55. zip your lips  หุบปาก
     คงเห็นแล้วนะค่ะว่าสำนวนของภาษาอังกฤษ ก็สามารถถอดมาเป็นสำนวนในภาษาไทยได้เช่นเดียวกันค่ะ ดังนั้นเวลาแปลเราก็ลองตีความสำนวนนั้นๆ ก่อนเลยค่ะ แล้วจึงเลือกสำนวน หรือคำไทยลงไปแทนที่ทีหลังค่ะ


หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 34

ศัพท์เฉพาะ และ ศัพท์บัญญัติ
    ศัพท์เฉพาะในภาษาไทยเองก็ถือว่ามีมากอยู่เหมือนกันน่ะค่ะ แต่ในภาษาอังกฤษก็มีเยอะเช่นกัน  เพราะการจะบัญญติศัพท์ หรือ เราจะรู้ว่าคำใดเป็นศัพท์ที่มีการบัญญัติไว้ หรือ ศัพท์เฉพาะ ก็ต้องอาศัยทั้งความรู้ และประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่มักเป็นปัญหากันมากก็คือไม่เข้าใจว่า คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะ หรือ มีบัญญัติ หรือ ในกรณีอื่น อาจเป็นคำภาษาอื่น อีกทั้งการขาดความเข้าใจในภาษาไทยเรื่องศัพท์บัญญัติ ก็ทำให้เรามักจะเลือกใช้คำศัพท์ผิด หรือ บางทีก็ถอดศัพท์ผิด
    จากจุดนี้ก็คงเห็นแล้วนะค่ะว่าการเกิดปัญหาในการแปลนั้นเกิดมาจาก 2 รากใหญ่ ก็คือ การไม่รู้ศัพท์ต้นทาง และการไม่รู้ศัพท์บัญญัติในภาษาไทย
    ทีนี้มาลองดูกันในเรื่องของศัพท์บัญญัติและศัพท์เฉพาะกันดีกว่านะค่ะว่าเป็นยังไง
ศัพท์เฉพาะ
    หมายถึง ศัพท์ที่ใช้พูดเฉพาะกลุ่ม โดยอาจยืมคำจากภาษากลางมาใช้ แต่เพิ่มความหมายในกลุ่มเข้าไปด้วย คำพูดที่เห็นได้บ่อยก็เช่น พวกศัพท์วัยรุ่น ศัพท์แสลง เป็นต้น แต่บางกรณีคำเหล่านี้ก็อาจใช้พูดกันเฉพาะในวงการอาชีพ จึงทำให้เกิดพวกศัพท์เฉพาะอาชีพขึ้น เช่น ศัพท์ทางกฏหมาย ศัพท์ทางการแพทย์ ศัพท์ทางการศึกษา เป็นต้น  โดยคำเหล่านี้ยังไม่มีการบัญญัติลงไปในภาษากลาง
ตัวอย่างของคำเหล่านี้ก็ได้แก่
ศัพท์แสลงทั้งหลาย
 On this is so cool     หมายถึง เท่
What the hex are you doing    หมายถึง ทำบ้าอะไรอยู่นี่

ศัพท์ที่พูดกันในถิ่น หรือ อาชีพหรือที่ทำงาน
     เช่น บางบริษัทอาจใช้คำว่า Set  บางบริษัท อจใช้คคำว่า Site
บางบริษัทอาจใช้คำว่า Branch เพื่อสื่อความหมายของ ทีมงาน หรือ หน่วยงานย่อย

     หรือ ภาษาถิ่นที่เรียกคำศัพท์ของแต่ละท่อาจเรียกของ หรือ สัตว์ในถิ่นของตนไม่เหมือนกับภาษากลาง
ศัพท์บัญญัติ
     หมายถึง  คำเฉพาะวิธีการหรือคำเฉพาะวิชาที่มีผู้คิดขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมายในวงการอาชีพหรือในวิชาการแขนงใดแขนงหนึ่งโดยเฉพาะ และ มีการบัญญัติลงไปแล้วในภาษากลาง ปัจจุบันมีศัพท์บัญญัติที่ใช้กันแพร่หลายโดยทั่วไปจำนวนมากซึ่งคงจะเคยเห็นกันมาบ้างนะค่ะ โดยส่วนใหญ่จะเป็นคำศัพท์ทางการแพทย์ ธุรกิจ กฏหมาย วิทยาศาสตร์ เป็นต้น จะขอยกตัวอย่างศัพท์บัญญัติมาไว้ให้ดูกันสักหน่อย ดังนี้

คำศัพท์ทางการแพทย์
โรคหัวใจ  Heart disease
นิ้วในไต  Kidney stone
มะเร็ง  Cancer
ความดันโลหิตสูง  High blood pressure
โรคเบาหวาน  Diabetes
การผ่าตัด  Operation
แพทย์อายุรเวช  House doctor

ศัพท์ทางการเงิน
เงินเฟ้อ  Inflation
ดอกเบี้ย  Interest
ล้มละลาย  Bankrupt
ลิขสิทธิ์  Right
สินเชื่อ  Credit
ขาดสภาพคล่อง  Equidity
เหรัญญิก  Treasury
เงินทุน  Capital
เงินฝืด  Deflation


คำศัพท์ทางกฏหมาย
ฟ้องร้อง  sue  ,  หมายศาล  Warn
ลูกขุน  Jury  ,  อัยการ  Antorney
สิทธิบัตร  Patent  ,  ทนาย  Lawyer
หนังสือมอบอำนาจ  Power of Attorney  ,  อัยการฝ่ายจำเลย  Defense antorney (D.A.)
บริษัทกฏหมาย  Law sue

คำศัพท์ทางการทหาร
ทหารม้า  Chivary  ,  จอมพล  Marshall
ทหารรบ  Infantry  ,  แนวหน้า  Front line
ทหารบก  Army  ,  ฝูงบินขับไล่  Fighters
ทหารเรือ  Navy ,  ทหารอากาศ  Air force
สัญญาบัตร  Comditioner ,  นาวิกโยธิน  Marine
ประทวน  Non-Commission

คำศัพท์ทางการงาน
เลขาฯ  Secretary  ,  ผู้ช่วยฯ  Assistant
อาวุโส  Senior,  การเงิน  Treasury
เสมียน  Clerk  ,  เอกสาร  Document
สารบัญ  Index  ,  ที่ปรึกษา หรือ รองฯ  Vice
ผู้บริหารระดับสูง  CEO  (Chief Executive Officer)  ,  ผู้จัดการการเงินระดับสูง  CFO (Chief Financial  Officer)
ผู้บริหารการตลาดระดับสูง  CMO (Chief Marketing Officer)

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 33

อนุสาวรีย์, วงเวียน, รูปปั้น
Statue, monument
Statue  หมายถึง รูปสลัก รูปจำลองขนาดเล็ก รูปปั้น มักใหญ่ไม่เกินคน
เช่น
This dog on the statue is Yalay.
สุนัขในรูปปั้นคือย่าเหล


ย่าเหล

Monument  หมายถึง อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นขนาดใหญ่ 
เช่น
The large monument on the center of Bangkok is Victory Monument.
อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 32

สวย, งาม, น่ารัก, มีเสน่ห์
Attractive, beautiful, elegant, lovely, good-looking, graceful, handsome, pretty, comely
Attractive  หมายถึง สวยงามแบบมีเสน่ห์ ใครเห็นก็จะสะดุดตาหรือดึงดูด ใช้ได้ทั้งสิ่งของและคน
เช่น
Her voice is very attractive.
เสียงของหล่อนมีเสน่ห์มาก

Beautiful  หมายถึง  งาม, สวย ใช้บรรยายรูปร่างลักษณะทั้งคน สัตว์ สิ่งของ และนามธรรม 
เช่น
Her face is very beautiful.
ใบหน้าของเธอสวยงามมาก

Elegant  หมายถึง ความสง่างาม, ความโก้หรู และทันสมัย 
เช่น
It's an elegant car.
นี่คือรถที่หรูหรา



Lovely  หมายถึง  สวย, น่ารัก และสภาพอากาศที่ดี 
เช่น
That dog is very lovely.
หมาตัวนั้นน่ารักมาก

What a lovely day!
ช่างเป็นวันที่สวยงามอะไรอย่างนี้

Good-looking  หมายถึง หน้าตาดี
เช่น
Nicole is a good-looking person.
นิโคลเป็นคนที่หน้าตาดี

Graceful  หมายถึง  สวยงาม, ชดช้อย 
เช่น
That dance is very graceful.
ท่าเต้นเมื่อครู่ดูอ่อนช้อย สวยงามมาก

Handsome  หมายถึง หล่อ ใช้กับผู้ชาย 
เช่น
He is handsome man.

Pretty  หมายถึง น่ารัก ส่วนใหญ่ใช้กับ ผู้หญิง และเด็ก
เช่น
She is a pretty young girl.
เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารัก

It is a lovely pretty house on the hill.
นี่คือบ้านที่เล็กๆ น่ารักบนเนินเขา

Comely  หมายถึง สมส่วน 
เช่น
He is a comely body.
เขามีรูปร่างที่สมส่วน

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 31

ล้มเลิก, ยกเลิก, ยุติ
Abolish, Adjourn, Cancel, Dissolve, Give up, Suspend
Abolish  หมายถึง เลิก, ยกเลิก, ยุติ, ขจัด หรือ ทำให้หมดไป
เช่น
We are trying to abolish disease.
เราพยายามที่จะขจัดโรคภัยให้หมดไป

Adjourn  หมายถึง เลื่อนออกไปชั่วคราว เพราะความจำเป็นบางประการ บางทีใช้คำว่า postpone
เช่น
The meeting is adjourned until next month.
(The meeting is postponed to next month.)
การประชุมถูกเลื่อนออกไปจนเดือนหน้า



Cancel  หมายถึง  การเลิกล้มความคิด ความตั้งใจ ที่ได้ตระหนักกไว้
เช่น
They cancelled their trip yesterday.
พวกเขาได้เลิกล้มการเดินทางเมื่อวานนี้

Dissolve  หมายถึง ทำให้สิ้นสุดลง หรือ ล้มเลิก คือไม่ประสงค์จะดำเนินต่อไปอีก
เช่น
This company is now dissolved 
บริษัทนี้ได้เลิกกิจการไปแล้ว

Give up  หมายถึง ยอมแพ้, เลิก 
เช่น
I'm giving up for this game.
ฉันยอมแพ้เกมนี้

Suspend  หมายถึง ยุติ, งด หรือ ยกเลิกชั่วคราว
เช่น
This medicine is suspended for harm to consumer.
ยาตัวนี้ถูกระงับการจำหน่ายเนื่องจากมีอันตรายต่อผู้ใช้

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 30

รายได้, รายรับ
Income, Revenue, Salary, Wage
Income  หมายถึง รายได้ของแต่ละคน หรือ รายได้ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากการทำงาน หรือ จากการประกอบธุรกิจต่างๆ
เช่น
His father has a very high income in each year.
พ่อของเขามีรายได้สูงมากแต่ละปี

Revenue  หมายถึง รายได้หรือเงินที่เป็นรายรับของรัฐบาล (ภาษี)
เช่น
Government revenues fell dramatically.
รายได้ของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว



Salary  เป็นคำนาม หมายถึง เงินเดือน
เช่น
My salary is 12,000 baht
เงินเดือนของฉันคือ 12,000 บาท

Wage  เป็นคำนาม หมายถึง เงินที่ได้จากการจ้างงาน
เช่น
The small shops pay very low wages.
ร้านค้าเล็กๆ จ่ายค่าจ้างต่ำมาก ๆ

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 29

เยี่ยมเยียน, ไปเยี่ยม
Call on, Drop in, Visit
Call on  หมายถึง ไปเยี่ยม, แวะเยี่ยม ใช้เฉพาะกับกรไปเยี่ยมคนเท่านั้น
เช่น
Please call on me next time if you go there.
กรุณาไปเยี่ยมฉันบ้างโอกาสหน้า ถ้าคุณไปที่นั่น

Drop in  หมายถึง การไปเยี่ยมคน โดยที่ไม่ได้นัดหมายไว้ก่อน บางกรณีก็อาจใช้ำว่า Drop by แต่ไม่ได้หมายความว่าไปเยี่ยม แค่ไปพบหน้าเฉยๆ หรือ ทิ้งของฝากไว้หน้าประตูบ้าน
เช่น
If there's anything you want to see me, just drop in.
(if there's anything you want to see me, just drop by.)



Visit  หมายถึง ไปเยี่ยม, ไปเที่ยว, ไปชม ใช้ได้กับการไปเยี่ยมทั้งคนและสถานที่ 
เช่น
I visited my aunt when I went to my hometown.
ฉันไปเย่ี่ยมป้าของฉันเมื่อฉันกลับไปบ้านเกิด

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 28

ยืม, ขอยืม, ให้ยืม
Borrow, Lend, Loan
Borrow  หมายถึง ขอยืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากอีกบุคคลหนึ่งไปแล้วนำมาคืนภายหลัง
เช่น
I need to borrow five thousand pounds from you
ผมมีความจำเป็นต้องยืมเงินจากคุณสัก 5,000 ปอนด์

Lend  หมายถึง ให้ยืม อาจใช้ได้ทั้งกับเงินทองและสิ่งของต่างๆ
เช่น
Could you lend me your car?
คุณให้ฉันยืมรถของคุณได้ไหม?




Loan  หมายถึง  ให้กู้  หรือให้ยืมอย่างเป็นทางการและระยะยาวนาน
ถ้าเป็นคำนามจะหมายถึง สินเชื่อ 
เช่น
He loan money from a bank.
เขากู้เงินจากธนาคาร

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 27

ทันที
At once, Directly, Immediately, Instantly, Suddenly

At once  หมายถึง ทันทีทันใด เป็นคำธรรมดาที่เราใช้ทั่วไปในความหมายว่า ทันที หรือ ทันใด ตำแหน่งในประโยคก็ให้วางไว้หลังกริยา ถ้ากริยามีกรรม หรือ คำขยายอื่นใด ให้วางไว้หลังกรรม หรือ คำขยายตัวนั้น เช่น
When I saw her, I stopped at once.
เมื่อฉันเห็นเธอ ฉันหยุดทันที

Directly  หมายถึง ทันทีทันใด, ใช้เช่นเดียวกับ at once
เช่น
I asked her a question. She answered me directly.
ฉันถามคำถามกับหล่อน หล่อนก็ตอบทันทีเลย

Immediately  หมายถึง ทันทีทันใด ใช้เช่นเดียวกับคำ at once
เช่น
Stop that immediately.
จงหยุดสิ่งนั้นเสียโดยเร็ว






Instantly  หมายถึง ทันทีทันใด ใช้เช่นเดียวกับ Directly
เช่น
Answer me instantly I have little time.
ตอบฉันเร็วๆ หน่อยเพราะฉันมีเวลาน้อย

Suddenly  หมายถึง ฉับพลัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด
เช่น
Suddenly the car was broken

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 26

ทน - อดทน
bear, put up with, stand, tolerate, last long, endure, patient, suffer
Bear  หมายถึง  ทนต่อความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ และให้สังเกตว่า bear นิยมใช้ในประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถามที่มี can, could เสมอ
เช่น
Put up with หมายถึง อดทนต่อบางคนหรือต่อบางสิ่ง โดยไม่ปริปากเลย
เช่น
He is very selfish and all his friends have to put up with him.
เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก จนเพื่อนๆ ของเขาต้องยอมอดทน

Stand หมายถึง อดทน หรือ ทนต่อสภาวะต่างๆ ที่มากระทบ ใช้เหมือนกับ bear 
เช่น
I can't stand seeing her cry.
ฉันทนไม่ได้ที่เห็นเธอร้องไห้

I can't bear staying with him longer.
ฉันทนไม่ไหวที่จะอยู่กับเขาต่อไป



Tolerate  หมายถึง  ความอดทน, อดกลั้น ใช้เหมือน put up with คือ อดกลั้นไม่แสดงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เช่น
He has to tolerate his brother's impudence.
เขาต้องยอมอดกลั้นต่อความอวดดีของน้องชายเขา

I tolerated his laziness.
ฉันอดทนต่อความขี้เกียจของเขา

Last long หมายถึง ทนทาน, แข็งแรง, ใช้ได้นาน 
เช่น
This telephone seems to last long.

Endure  หมายถึง  ทนต่อความเจ็บปวดทางร่างกายอย่างรุนแรง และ ระยะเวลาแห่งการทนมักจะนาน 
เช่น
ถ้าความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง เราจะต้องอดทนจนถึงที่สุด

Patient  หมายถึง  อดทน คำนี้เป้นคำรวม หมายถึง ทนต่อทุกสิ่งทุกอย่างด้วย และอาจอดทนรอคอยสิ่งที่ยังมาไม่ถึงอย่างสงบ 
เช่น
You have to be patient One day you will get it exactly.
คุณจะต้องอดทนหน่อย สักวันหนึ่งคุณก็จะได้สิ่งนั้นมาอย่างแน่นอน

Suffer  หมายถึง  สู้ทน, อดทนต่อความเจ็บปวดจากโรคภัยไข้เจ็บ ความลำบากต่างๆ
 เช่น
I suffers from a headache.
ฉันอดทนกับการปวดหัว

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 25

โต้เถียง - อภิปราย
argue, debate, discuss, dispute quarrel
Argue  หมายถึง  "โต้เถียง, ถกเถียง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็หาเหตุผลมาสนับสนุน หรือ คัดค้านคำกล่าวของตน ทั้งนี้เพื่อให้สมจริงสมจังนั่นเอง" 
เช่น
He liked to argue with me.
เขาชอบโต้เถียงกับผม

Debate  หมายถึง  "โต้วาที อภิปรายอย่างเปิดเผยเป็นกิจจะลักษณะ" 
เช่น
These issues have been widely debated
เรื่องการส่งออก (สินค้า) เหล่านี้ได้จัดให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

Discuss  หมายถึง โต้เถียง, ถกเถียง หรือ อภิปรายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อฟังความเห็น
เช่น
I discuss with my friends about the election.
ฉันถกปัญหากับเพื่อนของฉันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

Dispute  หมายถึง  โต้เถียงกันอย่างรุนแรงชนิดมีอารมณ์โกรธอยู่ด้วย 
เช่น
Those men are disputing.
ชายเหล่านั้นกำลังโต้เถียงกัน





Quarrel  หมายถึง การทะเลาะ การโต้แย้งกันอย่างแรงระหว่างคน 2 คน หรือ มากกว่านั้น เป็นการทะเลาะหรือขัดแย้งแรงกว่า dispute 
เช่น
The couple quarreled with each other.
เขาทั้งสองมีเรื่องทะเลาะ ซึ่งกันและกัน

ท่องเที่ยว - การท่องเที่ยว
Excursion, Journey, tour, travel, trip, voyage
Excursion  หมายถึง  การเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้นๆ เช่น อาจไปวันเดียวกลับ และก้มักจะไปกันเป็นกลุ่มหรือหลายคน 
เช่น
They will make an excursion to the seaside next week.
พวกเขาจะเดินทางไปเที่ยวชายทะเลสัปดาห์หน้า

Journey  หมายถึง  การเดินทางบกระยะไกลเป็นเวลานาน จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
เช่น
Is it a long journey Bangkok to Paris?
ระยะทางไกลไหมจากกรุงเทพฯไปยังปารีส?

Tour  หมายถึง  การท่องเที่ยวหรือการไปทัศนาจรทางไกลเป็นระยะเวลานาน เพื่อไปยังจุดที่น่าสนใจหลายแห่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะไปเพื่อธุระการงานหรือเพื่อความสนุกสนาน เช่น

Our friends are touring Japan.
เพื่อนของเรากำลังไปทัศนาจรอยู่ประเทศญี่ปุ่น

Travel  หมายถึง  การเดินทางไปมาในโลกอันกว้างใหญ่นี้ได้โดยทั่วไป ทั้งไม่เจาะจงเวลาและสถานที่อีกด้วย 
เช่น
I will travel around the world.
ฉันจะเดินทางรอบโลก

Trip  หมายถึง  การเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จะใกล้หรือไกลได้ทั้งนั้น 
เช่น
Have a good trip to Beijing.
ขอให้เดินทางไปยังปักกิ่งโดยสวัสดิภาพ

We shall go on a trip to Taiwan next week.
เราจะเดินทางไปไต้หวันสัปดาห์หน้า

Voyage  หมายถึง  การเดินทางไปไกลเป็นระยะเวลาใช้กับกการเดินทางโดยเรือ หรือ เครื่องบินเท่านั้น
เช่น
They made a voyage from Japan to Thailand.
พวกเขาได้เดินทางโดยเรือจากประเทศญี่ปุนไปยังประเทศไทย


หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 24

แต่งงาน
Marry, Marriage, Wedding, Nuptials

Marriage  คำทั้ง 2 นี้ต้องอธิบายพร้อมกันเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น กล่าว และ Marry คือ "Marriage เป็นคำนาม หมายถึง การแต่งงานหรือสภาพของการแต่งงาน คือ การเป็นสามีภรรยากัน ใช้ชีวิตร่วมกันโดยมีผลตั้งแต่เริ่มแต่งงานจนกระทั่งสิ้นสุดการอยู่ร่วมกัน" เช่น
She has to resign because of her marriage.
เธอต้องลาออกเพราะการแต่งงาน

     ส่วน marry ซึ่งเป็นกริยานั้น มีวิธีใช้ดังนี้
1. ใช้เป็นกริยาที่ต้องการกรรมก็ได้ เช่น
I married  his sister.
ผมแต่งงานกับน้องสาวของเขา

2. ใช้ในรูปโครงสร้างของประโยค Passive voice (ต้องตามด้วย to เสมอ) เช่น
Harry was married to Nicole.
แฮร์รี่แต่งงานกับนิโคล




3. ใช้ในรูป Past Participle เป็นเสมือน Adjective (หรือ พูดให้ง่ายก็คือใช้แบบไม่ระบุคู่แต่งงานให้ชัดเจน) เช่น
He was married.
เขาแต่งงานแล้ว

Wedding  คำนี้เป็นคำศัพท์โบราณ และมักใช้ในวรรรณคดี หมายถึง "พิธีแต่งงาน พิธีสมรส หรือ สิ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กับพิธีการแต่งงาน ส่วนมากนิยมใช้เป็น Adjective แต่จะใช้อย่าง noun ก็ได้" เช่น
Her wedding day will take place at the end of this month.
วันแต่งงานของหล่อนจะจัดขึ้นปลายเดือนนี้

I will go to his wedding tonight.
ฉันจะไปร่วมพิธีแต่งงานของเขาคืนนี้

Nuptials  หมายถึง "พิธีแต่งงานอันโอ่อ่ายิ่งใหญ่ซึ่งจัดขึ้นในวันแต่งงานและให้สังเกตด้วยว่าต้องใช้รูปพหูพจน์เสมอ แม้เป็นพิธีแต่งงาน หรือ สมรรสเพียงรายเดียวก็ตาม เช่น
Their nuptials were very splendid.
การแต่งงานของพวกเขาใหญ่โตงดงามเอามากๆ

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 23

เตือน 
Warn  หมายถึง  "เตือนให้ทราบถึงข่าวร้าย หรือ ภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ หากเป็นไปได้ก็จะได้หาทางป้องกันหรือระมัดระวังเอาไว้ก่อน" เช่น
The least I can do now is to warn them that there is a danger there.
อย่างน้อยที่สุดที่ผมสามารถทำได้ตอนนี้ก็คือเตือนพวกเขาให้ทราบว่าที่นั่นมีอันตราย

Remind  หมายถึง  "เตือน หรือ สะกิดความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ ให้ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง" เช่น




He reminded me of my best friend.
เขาเตือนให้ผมนึกถึงเพื่อนที่ดีที่สุดของผม

My secretary reminded me about this morning appointment.
เลขาฯ ของฉันเตือนเกี่ยวกับการนัดหมายเช้านี้

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 22

ติดตาม, ไปด้วยกัน
Accompany, Chaperon, Convoy, Escort, Pursue

Accompany หมายถึง "ไปด้วยกันในฐานะเพื่อนฝูง หรือ ไปเป็นเพื่อน  เช่น เดินทางไปด้วยกัน" 
เช่น
She asked me to accompany her to the department store.
เธอขอให้ฉันติดตามเธอไปเป็นเพื่อนที่ห้างสรรพสินค้า

Chaperon  หมายถึง "ไปด้วยกัน หรือ ติดตามไปในฐานะผู้ควบคุมดูแล ใช้กับหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานเวลาไปไหนที่สาธารณะจำต้องให้มีผู้พาไป ส่วนมากก็ได้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิงซึ่งจะทำหน้าที่อันนี้ได้ดี 
เช่น
Her aunt will chaperon her wherever she goes.
ป้าของเธอต้องไปดูแลเธอไม่ว่าเธอจะไปไหนก็ตาม



Convoy  หมายถึง "ไปด้วยกัน เพื่อคอยคุ้มกันภัยให้ ไม่ว่าทางบกหรือทางน้ำ ส่วนมากนิยมใช้กับขบวนยานพาหนะหรือ ขบวนเรือ" 
เช่น
The Prince went somewhere with a convoy of police cars.
เจ้าชายเสด็จไปที่ไหนต้องมีขบวนรถตำรวจคอยอารักขา

Escort  หมายถึง  "ติดตามไปเพื่อให้การคุ้มกันตัวบุคคลหรือไปด้วยเพื่อเป็นเกียรติก็ได้" 
เช่น
Will you please escort her o the dance?
คุณจะกรุณาติดตามเธอไปเต้นรำไหม?

He is my bodyguard escort.
เขาเป็นผู้คุ้มกันติดตามของผม

Pursue  คำนี้หมายถึง  "ไล่ติดตามเพื่อจับ ฆ่า หรือ เอาชนะ บางครั้งใช้หมายถึงติดตามการสั่งการ การทำงานว่ามีผลคืบหน้าไปถึงไหนแล้วก็ได้" 
เช่น
They pursued the thief along the road.
พวกเขาได้ติดตามหัวขโมยไปตามถนน

The police pursued the escaped prisoner.
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามนักโทษที่หลบหนี

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 21

ตาย
Die, Dead, Deceased, late, lifeless, pass away

Die  หมายถึง "ตาย เป็นคำกว้าง ๆ แทบจะกล่าวได้ว่าอะไรก็ตามที่ตาย ใช้คำนี้ได้ทั้งนั้น
เช่น
His father died ten years ago.
พ่อของเขาตายเมื่อ 10 ปีก่อน

My dog died yesterday.
สุนัขของฉันตายเมื่อวานนี้

Dead  หมายถึง "ตาย ใช้เหมือนกับ die แต่ข้อควรระวังสำหรับ Dead ก็คือว่า Dead เป็นคำคุณศัพท์ (adj.) ต้องใช้กับ verb to be หรือ ประกอบนาม คำนี้ไม่ใช่ Past Tense ของ die อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจกัน"
เช่น
I saw a dead dog by the roadside. 
ฉันเห็นสุนัขตายอยู่ข้างถนน

The dead are not able to speak with us.
คนที่ตายแล้วไม่สามารถพูดกับเราได้



Deceased  คำนี้เป็นภาษาหนังสือและภาษาทางกฏหมาย หมายถึง "คนที่เพิ่งตาย หรือ ที่ตายจากไปไม่นานนัก กรณีที่ใช้อย่างนามต้องมี the นำหน้าคำ deceased ทุกครั้งด้วย" 
เช่น
I used to know the deceased quite well.
ฉันเคยรู้จักผู้ตายเป็นอย่างดี

The relatives of the deceased couple are bewailing.
ญาติๆ ของสองสามีภรรยาที่ตายกำลังเศร้าโศก

late  คำนี้โดยทั่วไปจะเข้าใจว่าแปลว่า "สาย" เท่านั้น เช่น ไปทำงานสาย เป็นต้น แต่จริงๆ แล้ว late ยังหมายถึง "ตาย" ได้อีกด้วย ถือเป็นคำที่ใช้นำหน้าตำแหน่งหรือชื่อของผู้ที่ดำรงตำแหน่งที่ได้ตายไปแล้วและมีคนมาสืบแทนตำแหน่งต่อไป ตามนัยนี้ late ให้แปลว่า "ตาย" 
เช่น
The late Prime Minister had many wives.
นายกรัฐมนตรีคนก่อนที่ถึงอสัญกรรมแล้ว มีภรรยาหลายคน

I knew her late husband.
ฉันรู้จักสามีคนก่อนที่ตายไปแล้วของเธอ

Lifeless  หมายถึง "ตาย" หรือ ปราศจากชีวิต ใช้ได้กับคน สัตว์ และสิ่งของ เวลาพูด หรือ เขียนจะใช้ประกอบหน้านาม หรือ วางไว้หลัง verb to be ได้ทั้งนั้น (ส่วนมากนิยมใช้ในภาษาวรรณคดี)" 
เช่น
He found a lifeless body.
เขาได้พบร่างอันปราศจากชีวิต

Everybody knows that the stones are lifeless.
ทุกคนรู้ว่าหินเป็นสิ่งไม่มีชีวิต

Pass away  คำนี้เป็นสำนวน "แปลว่า" ตาย เหมือนกับ die ใช้กับคนโดยเฉพาะ หรือ อาจแปลอย่างธรรมดาก็ได้ หมายถึง ปล่อยให้ผ่านไป ปล่อยให้ล่วงไป"
เช่น
The old man passed away last night.
ชายแกได้ตายแล้วเมื่อคืนนี้

He passed the time away by reading a book.
เขาปล่อยเวลาให้ผ่านไปด้วยการอ่านหนังสือ

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 20

ต่างกัน, แตกต่างกัน
different, distinguished, outstanding, various
Different  ใช้ได้กับทั้งนามเอกพจน์ และพหูพจน์ หมายถึง "มีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกันในด้านขนาดหรือรูปแบบ ทั้งๆ ที่เป็นชนิดเดียวกัน"
เช่น
The meeting was different from any had gone before.
การประชุมครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ที่ได้จัดผ่านไปแล้ว

Distinguished  หมายถึง "ความเห็นแตกต่างจากคนอื่น เพราะเก่งกว่าเด่นกว่าในเรื่องของความรู้ ความสามารถเฉพาะตัว หรือ จะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มีชื่อเสียงเด่นกว่าคนอื่นก็ได้ (ใช้เหมือน outstanding)" 
เช่น
She is a distinguished singer.
เธอเป็นนักร้องที่เด่นทีเดียว



Outstanding  หมายถึง  "ต่างกว่าอันอื่น คนอื่น เพราะดีหรือเด่นกว่า ใช้ใกล้เคียงกับ distinguished มาก" 
เช่น
He is outstanding in his class.
เขาเก่งมาก (ต่างจากเพื่อน) ในชั้นของเขา

Various  หมายถึง "แตกต่างหรือไม่เหมือนเพราะมีหลายอย่าง หลายชนิดไม่เป็นอันเดียวกัน และคำ various  นี้ต้องใช้กับนามพหูพจน์ตลอดไปด้วย" 
เช่น
There are various reasons for believing.
มีเหตุผลต่างกันหลายอย่างสำหรับความเชื่อถือ

He is known under various names.
เขาเป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่อหลายชื่อ

หลักการแปลภาษาอังกฤษ ตอนที่ 19

ตอบ, ตอบรับ, โต้ตอบ
Answer, Reply, Respond, Retort
Answer  หมายถึง  "ตอบคำถาม, ตอบจดหมาย, เป็นคำใช้ได้ทั่วไป อาจใช้ในรูปอกรรมกริยาหรือสกรรมกริยาได้ทั้งนั้น" เช่น
"Did he win?"  เขาชนะหรือ?
"No, " I answer.  ผมตอบไปว่า "ไม่"
You didn't answer my letter.  คุณยังไม่ได้ตอบจดหมายของผมเลย

Reply  หมายถึง "การตอบคำถาม หรือ การโต้ตอบข้อคิดเห็นของคนอื่นซึ่งดูแล้วก็ใช้เหมือนกับ answer แต่คำว่า Reply ใช้อย่างเป็นทางการหรือเป็นกิจจะลักษณะมากกว่า นอกจากนี้แล้วต้องตามด้วย to ทุกครั้ง ยกเว้นใช้อย่างอกรรมกริยา (Intransitive verb)" 
เช่น
She will reply to my email next week.
เธอจะตอบอีเมล์ของฉันสัปดาห์หน้า



I sent you an email, but you never replied.
ฉันส่งอีเมล์ให้คุณ แต่คุณไม่เคยตอบเลย

Respond  คำนี้หมายถึง "การตอบโต้ทันทีทันใดโดยที่ไม่มีการลังเลใจอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้คงเนื่องมาจากเตรียมมาพร้อม ได้ข้อมูลมาอย่างชัดเจน หรือ ได้ศึกษามาอย่างละเอียดถี่ถ้วนนั่นเอง และต้องใช้ควบกับ to เสมอ" 
เช่น
The government responded to the offer of people.
รัฐบาลได้ตอบรับข้อเรียกร้องของประชาชนแล้ว

Retort  คำนี้นิยมใช้ในภาษาเขียนหรือภาษาหนังสือ หมายถึง "ตอบรับ หรือ ตอบโต้อย่างรุนแรง ด้วยอาการที่มีความโกรธแฝงอยู่ด้วย"
เช่น
He retorted that was not his fault.
เขาตอบไปอย่างรุนแรงว่านั่นไม่ใช่ความผิดของเขา

สุ่มบทความภาษาอังกฤษจากบทความทั้งหมด